Showing posts with label เรื่องเล่านาโรปะ. Show all posts
Showing posts with label เรื่องเล่านาโรปะ. Show all posts

Wednesday, April 25

เล่าเรื่องนาโรปะที่วงจิตวิวัฒน์ (ปี๔๗)


เมื่อผมเข้าเรียนที่นาโรปะเมื่อ ๘ ปีก่อน ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่าคุณพ่ออยากให้เรียน MBA แต่ผมต่อรองว่า ขอเป็น MA เฉยๆได้ใหม คุณพ่อก็เลยถามว่าแล้วจะไปเรียนที่ไหน ผมก็บอกว่า มหาวิทยาลัยนาโรปะ คุณพ่อก็ถามว่า ติดอันดับอะไรบ้าง (หัวเราะ) เพราะว่าไม่มีใครรู้จัก แต่ผมปรึกษาหลายๆ คนแล้ว อ.สุลักษณ์ ก็แนะนำที่นี่ ความจริง ชูมากเกอร์ คอลเลจ (Schumacher College) ก็น่าสนใจ แต่เนื่องจากไม่มีหลักสูตรประจำ มีแต่ course สั้นๆ ก็เลยไปเรียนที่นาโรปะ ตอนแรกตั้งใจไปเรียนเรื่อง Engaged Buddhism แต่คิดไปคิดมา ก็มาดูหลักสูตรผู้นำสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจ เพราะเขาใช้คำว่า The Union of Science, Spirit and Action เป็น theme ของหลักสูตรการศึกษา คือเพื่อให้เข้าใจวิธีคิด กรอบความคิดทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ศาสตร์ทั้งหมดที่เป็นมา เข้าใจมิติของความศักดิ์สิทธิ์ แล้วต้องนำไปสู่การรับใช้ผู้อื่น และการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความศักดิ์สิทธิ์ถ้าหากไม่ได้ดำรงอยู่ในวิถีชีวิตแล้ว ก็เป็นเพียงแค่ความศักดิ์สิทธิ์ที่เราคิดเอาเอง
แนวคิอีกประการหนึ่งของหลักสูตรนี้ คือนิเวศวิทยาแนวลึก, System Theory, Chaos Theory และนำ principle ทางด้านมานุษยวิทยามาสอนด้วย เช่น Cultural Ecology ผมจึงเลือกเรียนสาขานี้เพราะเห็นว่าท้าทายดี

Course แรกก็เป็นอย่างที่เขียนไว้ในเอกสารประกอบ คือต้องออกไปอยู่ทะเลทราย ต้องพาตัวเองเข้าไป เป็นทั้งความรู้ เป็นทั้งตัวทดสอบความรู้ และเข้าไปหาความรู้ เพราะนาโรปะถือว่าความรู้เกิดขึ้นมาจากกระบวนการสัมพันธ์กับธรรมชาติ

นาโรปะเป็นมหาวิทยาลัยเล็กๆ ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนเล็กๆ คล้ายๆ กับกลุ่มจิตวิวัฒน์ แล้วคิดว่าจะมีกระบวนการเรียนรู้และการศึกษาอย่างไร ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถค้นพบความสุขในการเรียน แล้วเปลี่ยนแปลงตัวเอง เท่าทันตัวเอง ผู้ก่อตั้งคือ เชอเกียม ตรุงปะ (Chögyam Trungpa, Rinpoche) กับลูกศิษย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นศิลปินบ้าง เป็นนักวิทยาศาสตร์บ้าง อลัน กินสเบิร์ก กวีเอกร่วมสมัยของอเมริกา ก็เป็นลูกศิษย์คนหนึ่ง ที่มาช่วยก่อตั้งมหาวิทยาลัยด้วย มีการสอนเปิดสอนในหลายคณะ เช่น จิตวิทยาการศึกษา ดนตรี ศิลปะบำบัด โดยส่วนใหญ่ผู้เรียนจะเป็นชาวอเมริกัน แต่ก็มีจากอังกฤษบ้าง หลายๆ คนที่มาเรียนก็เพื่อเยียวยาตัวเอง เข้าใจตัวเอง และไปรับใช้คนอื่น มีนักศึกษาประมาณ ๑ พันคน (นพ.ประเวศ: เดี๋ยวนี้ มี ๑,๕๐๐ คน)

ตอนแรกมหาวิทยาลัยก็ไม่มีเงิน เพราะรัฐไม่อุดหนุน ค่าเล่าเรียนจึงสูง เนื้อหาวิชาส่วนใหญ่ จะมี ๓ เรื่องหลักๆ คือ หนึ่ง เรื่องการเข้าใจตนเอง มีวิชาภาวนา ที่ใช้คำว่า contemplative ไม่ได้ใช้คำว่า meditation เพราะคนที่นับถือศาสนาอื่น ก็มาเรียนได้ มีการแสวงหารูปแบบที่จะพัฒนาการทำงานด้านใน การได้ยินเสียงของตัวเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงของเรา อาจจะเป็นเสียงของคนอื่น หรือเป็นเสียงของพระเจ้าก็ได้

สอง เรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับโลก มีการเรียนพัฒนาการของระบบชีวิต ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ อาจารย์ก็จะให้อ่านทฤษฎีวิวัฒนาการแล้ววิพากษ์ทฤษฎีเหล่านี้ เรียนจนถึงการเกิดขึ้นของทุนนิยม และทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ใน scale ที่ใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น เรียนทฤษฎีระบบ โดยใช้หนังสือของ โจแอนนา เมซี (Joanna Macy) ซึ่งถือว่าเป็น scholar ที่โยงกับพุทธศาสนาในเรื่องอิทัปปัจจยตา โยงเข้ากับ General System Theory เธอใช้ภาษาบาลีในการเขียนหนังสือมาก คนที่ไม่ใช่พุทธอย่างเพื่อนผม อ่านแล้วก็หงุดหงิด เพราะไม่รู้ภาษาบาลีสันสกฤต

สาม เรื่องการพัฒนา leadership ความเป็นผู้นำ หมายถึง การทำงานเป็นกลุ่ม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การพัฒนาการฟัง การประสานความขัดแย้ง คือทักษะทุกอย่างที่เกี่ยวกับการสร้างองค์การ หลักสูตรที่ผมเรียน แบ่งเป็น ๓ area แต่ภาควิชาอื่นๆ เช่น ดนตรี ศิลปะ หรือ psychology ซึ่งนาโรปะมีหลากหลายมาก ทั้งการใช้กาย จิต มีสาขาใหม่คือ ecopsychology คือการใช้ธรรมชาติเป็นตัวบำบัด ที่ทำให้เราเยียวยา และปรับจิตใจให้สูงขึ้น จุดที่ผมคิดว่าเป็นข้อเด่นของนาโรปะ คือการรักษาขนาดให้เล็ก เพราะมีผลต่อการสร้างบรรยากาศความเสมอภาคในการเรียน ที่เข้าใจกันว่าฝรั่งมีความเท่าทียมกันในชั้นเรียน ก็ถูกในระดับหนึ่ง คือลูกศิษย์สามารถแย้งอาจารย์ได้ แต่ผมก็คิดว่า power relationship หรือประเด็นเรื่องอำนาจ ยังเป็นปัญหาอยู่ในบรรยากาศของการเรียน ที่นาโรปะพยายามทำคือ ลูกศิษย์กับอาจารย์สามารถเรียนไปด้วยกันได้ อาจารย์ก็สามารถไม่รู้ได้ ยอมรับตรงๆ ว่าไม่รู้แล้วค้นหาร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ก่อตั้งเน้นมาโดยตลอด หลักเรื่องการดำรงอยู่กับความไม่รู้ การไว้วางใจชีวิต การอยู่กับความเปราะบาง vulnerable เป็นจุดที่ผมรู้สึกว่า ในฐานะที่เติบโตมาทางพุทธเถรวาท ไม่ค่อยได้สัมผัส โดยเฉพาะเรื่องการเปราะบาง ในหนังสือซึ่งมีแปลเป็นภาษาไทย เรื่อง Shambhala เชอเกียม บอกว่า หัวใจของนักรบ ต้องเป็นหัวใจที่เปราะบางและแตกได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเป็นหัวใจที่มั่นคง เชื่อมั่น แล้วก็รู้ ซึ่งผมคิดว่าเป็น principle หรือหลักการบางอย่างของนาโรปะ ที่มีผลทำให้ให้เปิดกว้างต่อความคิดสร้างสรรค์ และ innovation ความรู้ถูกสร้างขึ้นมาร่วมกันระหว่างครูกับศิษย์ คืออาจารย์จะมีความรู้และมีประสบการณ์มาก แต่เวลาร่วมอยู่ในกระบวนการสอน ในการเรียนรู้ร่วมกัน ก็มักจะมีอะไรที่ใหม่และสดเกิดขึ้นเสมอๆ

พื้นฐานของความไว้วางใจ จะใช้คำว่า basic goodness คือความดีความงาม ศักดิ์ศรี ความสง่างามของชีวิต ความสง่างามของความเป็นมนุษย์ มีอยู่แล้ว ไม่สามารถทำลายได้ ซึ่งตรงกับวิธีคิดของชนเผ่าดั้งเดิมของอเมริกา ที่เรียกว่าอินเดียนแดง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นาโรปะพยายามนำมาสอดประสานระหว่างความคิดทางพุทธ อินเดียนแดง และวิทยาศาสตร์ อาจารย์คนหนึ่งบอกว่า ไม่ว่าจะนอนดึกขนาดไหน ก็จะตื่นขึ้นมาแต่เช้า เพราะช่วยให้ตนเองมีพลังและช่วยให้สามารถเดินอยู่บนขอบได้ตลอดเวลา และบอกว่าชีวิตของการเรียนรู้ ต้องเดินอยู่บนขอบ ต้องพบความเสี่ยง พบกับอะไรที่มาปะทะมาชนได้ตลอดเวลา
ในแง่ของกระบวนการเรียนรู้ที่ผมอยากจะพูดถึง คือการนำพิธีกรรมมาใช้กระบวนการศึกษา หน้าที่ของพิธีกรรรมจะมีหลายประการ เชื่อมโยงกับที่ใช้กันในสังคมดั้งเดิม ชุมชนดั้งเดิมอยู่แล้ว เชื่อมโยงกับจิตที่แตกออก กับธรรมชาติ ทุกๆ class จะมีธรรมเนียมว่า ผู้เรียนจะนั่งเป็นวงกลมอย่างนี้ พอจบ class ก็จะมีพิธีกรรมเล็กๆ

สำหรับการภาวนา หมายถึงการนั่งตามลมหายใจ จะมีครูสอนภาวนาเป็นผู้ให้คำปรึกษา เมื่อนักเรียนที่ไม่คุ้นเคยหรือว่ามีปัญหาเกี่ยวกับภาวนา ก็สามารถ sign up และขอพบอาจารย์ได้ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยจะมีห้องภาวนา ขนาด ๓๐ เบาะ เปิดตั้งแต่เช้า นักศึกษา staff ของมหาวิทยาลัย หรืออาจารย์ สามารถเข้าไปใช้ได้ตลอดเวลา

กลับมาเรื่องพิธีกรรมอีกนิด ก็คือ พิธีกรรมที่เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นพิธีกรรมเก่าดั้งเดิม จะมีการค้นพิธีกรรมใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ พวกผมจะถูกฝึก ถูกสั่งการบ้านให้คิดพิธีกรรม แล้วนำมาเสนอให้เพื่อนๆ ทำด้วยกัน ทำตัวเป็นชนเผ่า บางคนก็ใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย บางคนก็ใช้การร้อง ฉะนั้น ก็จะหลากหลาย เพื่อนผมหลายคน ใช้พิธีกรรมการร้อง มีสีสันมาก อย่างการร้องโอมมมมม เป็นต้น กรณีนี้ จะเห็นได้ว่า กระบวนการเรียนรู้จะเกิดขึ้นจากนักศึกษาด้วย หรือการออกไปอยู่ในทะเลทราย อดอาหาร ๓วัน ก่อนออกเดินทาง ครูก็จะแนะนำว่า ให้ฝึกสร้างพิธีกรรมที่จะอยู่กับตัวเอง เพราะเวลาอยู่กับตัวเอง จิตจะฟุ้งง่าย ต้องอาศัยพิธีกรรมช่วย ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม หรือว่าคุยกับมดที่ผ่านไปมา ถามไปเลยว่า ชีวิตผมสับสนมาก ขอคำตอบหน่อย แล้วก็ให้ฟังจริงๆ แต่มดก็เมิน ไม่อยากคุยด้วย (หัวเราะ) คือการออกทะเลทราย (อยู่ในรัฐยูทาห์ ใกล้ๆ กับอริโซนา สวยงามมาก) ในสมัยก่อนเขาใช้คำว่า “Vision Quest” มหาวิทยาลัยเชื่อว่าถ้าปล่อยให้อยู่คนเดียว ในที่ไกลๆ เคว้งคว้าง เวิ้งว้าง จะมีผลต่อวิธีคิด (นพ.ประเวศ: มีเขียนว่า ออกไปแก้ผ้ากลางทะเลทราย) อาจารย์บอกว่าอาจจะเจออะไรดีๆ ผมก็ลองทุกอย่าง แต่ไม่เจออะไรสักที คืออาจารย์จะให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า การออกไปอยู่กับตัวเองครั้งนี้ ต้องการจะรู้เรื่องอะไร เราสามารถขอให้พลังของธรรมชาตินำความกระจ่างชัดเข้ามาในใจเราได้ ในด้านหนึ่ง นี่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราทำหมายเหตุชีวิต คล้ายการบวชในบ้านเรา ที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนสถานะจากเด็กกลายเป็นหนุ่ม การออกไปอยู่กับตนเองในธรรมชาติ ผมคิดว่าคงมาจากแรงบันดาลใจของหลายๆ คนที่ไปเรียนรู้มาจากอินเดียนแดง ประกอบกับเอาความรู้ความเข้าใจทางด้าน psychology สาย คาร์ล จุง (Carl Gustav Jung) ที่เป็นเรื่องของจิต เป็นเรื่องการตีความระบบสัญลักษณ์ เพราะว่าเมื่อเราออกจากทะเลทราย ก็จะมานั่งล้อมวง แล้วเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ก็จะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราในช่วง ๓ วัน มีนัยสำคัญอย่างไรต่อชีวิตเรา เราตั้งโจทย์ของตัวเองอย่างไร ก็จะมีการตีความเชิงสัญลักษณ์ ในแง่หนึ่งก็ช่วยให้นักเรียนเข้าในตัวเอง เช่น ถ้าบางคนเห็นนกหรืองู อาจารย์ก็จะถามว่า ปรกติคุณมองนกหรืองูอย่างไร โดยไม่ต้องคิด สัญลักษณ์พวกนี้มีความหมายอย่างไร เขาใช้คำว่า synchronisity ความประจวบเหมาะของเหตุการณ์และความหมาย ไม่ใช่อุบัติเหตุ นี่เป็นกระบวนการหนึ่งที่ทุกคนต้องผ่านในการศึกษาระดับปริญญาโท ซึ่งจะโยงเข้ากับความเข้าใจเรื่องนิเวศวิทยาแนวลึก เพราะหากไม่ได้เข้าไปอยู่ตรงนั้น เพียงแต่อ่านหนังสือเกี่ยวกับนิเวศวิทยาลัยแนวลึก ก็จะไม่สามารถเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้

พวกเราเคยเชิญนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ของสถาบันวิจัยทางอากาศที่อยู่ในโบลเดอร์ (Boulder) ซึ่งเป็นสถาบันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา และกำลังวิจัยเรื่องโลกร้อน argument ของเขาคือ โลกร้อนอยู่แล้ว แต่คนไปคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุหลัก แม้เขาจะไม่ปฏิเสธว่ามนุษย์มีส่วนทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้นก็ตาม โดยเขาเข้าไปอยู่ในป่า ภาวนา แล้วก็ทำงานในห้องแลป นักศึกษานาโรปะ จึงชวนมาร่วมเวที เพราะนาโรปะจะมีการจัดเวที brownbag lunch คือการถือขนมมานั่งกินมื้อกลางวันในวงสนทนาได้ เป็นกันเองมาก และพิธีกรรมหนึ่งก็คือการทำงานกับอารมณ์ ผมคิดว่า เป็นบรรยากาศทั่วไป ทุกชั้น ทุกสถานที่ ในนาโรปะ คือการให้คุณค่ากับการเข้าใจตนเอง เข้าใจอารมณ์ตัวเอง เพราะคนที่มาเรียนนาโรปะส่วนใหญ่จะใช้ความคิดมาก แต่เข้าใจเรื่องอารมณ์และการทำงานแบบกลุ่มน้อย เป็นเรื่องปกติที่นักศึกษาจะพูดเรื่องที่ตัวเองกลัว หรือเสียใจ แล้วร้องไห้ขึ้นมา การร้องไห้หรือการแสดงอารมณ์ความเศร้า เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในบรรยากาศของการศึกษา และสำคัญมาก เพราะอยากจะเอื้อเฟื้อให้คนได้สัมผัสแล้วไม่ปฏิเสธอารมณ์ของตัวเอง แต่ก็ไม่ปล่อยให้รุนแรงมากขึ้น
กลับมาที่หลักของการดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ เมื่อตอนที่ผมไปเรียน ผมไม่เคยอ่าน Mission ของนาโรปะหรืออ่านแบบไม่ได้สนใจมากนัก แต่พอเรียนจบแล้วกลับมาทำงาน เมื่ออ่านพันธกิจ ๖ ประการของนาโรปะ จะตรงกับกระบวนการเรียนรู้ที่สัมผัสมาเลย ซึ่งทำให้เปลี่ยนตัวเองมาก เพราะเมื่อก่อน ผมเป็นคนที่เหนียม ไม่แน่ใจ มีภาพลักษณ์ของตัวเองเยอะ ว่าควรเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้คิดว่าตัวเองคือใคร ซึ่งก็ถูกยัดเยียดมาในกระบวนการศึกษา ในกระบวนการเติบโต ในความเป็นผู้ชาย ทีนี้กระบวนการทั้งหลายในแต่ละวิชา ก็ช่วยทีละนิดทีละหน่อย ทำให้รับรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วก็นำมาประยุกต์ได้

ประการที่ ๑ คือ ความรู้เท่าทันปัจจุบันขณะ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของการเรียนรู้ การสร้างความรู้ เป็นการฝึกฝนและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเอง ซึ่งตรงกับหลักการทางพุทธซึ่งพวกเราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่กระบวนการศึกษาในตะวันตก หลักการนี้ถือว่าเป็นข้อแรก ที่สำคัญที่สุด เพราะหากเราสามารถรู้เท่าทันปัจจุบันขณะได้มากขึ้น จะทำให้เรารับรู้ประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้น ทำให้กระบวนการเรียนรู้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเท่าทันความคิด ความรู้สึก การเกิดขึ้นของความคิดต่างๆ อารมณ์ต่างๆ และการอยู่ในปัจจุบันขณะ ก็จะมีคุณลักษณะต่างๆ ที่สามารถสำแดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นความคิดอ่านแม่นยำ ความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น

หลักการที่ ๒ คือ การสร้างสรรค์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องการแสวงหาของปัจเจกเท่านั้น และประสิทธิภาพก็ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเรียนที่แยกสัดส่วนจากสิ่งแวดล้อม แต่ว่าจะต้องเกิดจากปฏิสัมพันธ์ dynamic จากการปะทะสังสรรค์ที่เรามีต่อผู้คนและสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ฉะนั้น บรรยากาศของกัลยาณมิตรหรือการเรียนรู้ จะทำให้เกิดการทดลองการมีชีวิต ท้าทาย ทดสอบสติปัญญา ความรู้ และการรับรู้ของนักศึกษา เป้าหมายการเรียนรู้ในแต่ละวิชา ระบุว่าจริงๆ แล้ว คนที่มาเรียน เมื่อจบออกไป จะหาสมดุลในชีวิตอย่างไร การทำวิชาชีพจะเป็นอย่างไร เพื่อนผมหลายคนบ่นว่า มาลงภาวนาตั้ง ๙ หน่วยกิต จบออกไปจะทำอะไรกิน (หัวเราะ) ใครจะรู้ ใครจะเข้าใจบ้าง ว่าการภาวนามีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
หลักการที่ ๓ คือ บ่มเพาะการเปิดกว้าง ซึ่งแยกย่อยออกไปอีก คือเขาถือว่า graduate จะต้องมีคุณลักษณะอย่างไร ทั้งหมด ๕ ประการด้วยกัน

๓.๑ นักศึกษาต้องมีความเปิดใจและเคารพในประสบการณ์ตรงของตัวเอง ไม่เฉพาะความคิด ประสบการณ์คือทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคิด อารมณ์ ความรู้สึก บัณฑิตที่พึงปรารถนาของนาโรปะ จะต้องมองเห็นประสบการณ์ตรงเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะถ้าพลาดการรับรู้ประสบการณ์ตรงเหล่านี้ การเรียนรู้ก็จะไม่เกิดขึ้น การบ่มเพาะความสนใจใคร่รู้ในโลก ในสิ่งที่อยู่รอบข้าง สามารถดำรงอยู่และยอมรับในสิ่งที่เราเป็นได้อย่างไม่แปลกแยก ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งของโจทย์การศึกษาในนาโรปะ ไม่แปลกแยกกับความคิด ไม่แปลกแยกกับความเป็นตัวเอง

๓.๒ ทักษะการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ คือต้องเรียนรู้ที่จะชื่นชมคุณค่าในประสบการณ์ตรงของคนอื่น มีการฝึก dialogue ของ เดวิด โบห์ม ซึ่งจะคล้ายๆ กับของเควกเกอร์ ต้องรับฟังและเคารพ เมื่อได้ยินเสียงข้างในของตนเอง ก็ต้องเคารพในประสบการณ์ข้างในของคนอื่นด้วย เพราะทักษะในการสื่อสารจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราสามารถชื่นชมประสบการณ์ข้างในของคนอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะในการเขียน พูด ฟัง หรือทักษะในศิลปะแขนงต่างๆ เช่น ศิลปะแบบเคลื่อนไหว ทัศนศิลป์ ฯลฯ

๓.๓ มีการวิเคราะห์ที่แหลมคม ลุ่มลึก เป็นเรื่องพุทธิปัญญา เข้าใจหลักการต่างๆ เชื่อมโยงได้อย่างมีวิพากษ์ วิจารณ์ มีวิจารณญาณและมีปัญญา มีความสามารถในการเปิดพื้นที่เรียนรู้ ความตั้งใจที่จะแสวงหาความสดใหม่

๓.๔ การชื่นชมในความมั่งคั่งในภูมิปัญญาของโลก ว่ามีความหลากหลายเหมือนความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นของชนเผ่า ในศาสนาต่างๆ

ในนาโรปะจะมี World Wisdom Chair คือมีผู้อาวุโสคนหนึ่งไปอยู่ประจำ เป็นเทอมๆ เหมือนปราชญ์ประจำสถาบัน ตอนที่ผมอยู่ จะมีแรบไบ (rabbi) ซึ่งทุกเดือนหรือทุก ๒ อาทิตย์ ก็จะมีการนำเสนอเรื่องที่ตนเองสนใจและมีความรู้ โดยเปิดให้คนเข้าฟังได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เมื่อครบเทอม ก็จะเลือกกรรมการคนอื่นต่อไป
๓.๕ การกระทำที่มีประสิทธิภาพ บัณทิตจะต้องกระทำเป็น ไม่ใช่คิดเป็นอย่างเดียว สามารถนำความรู้ไปกระทำให้ทะลุปรุโปร่ง

(หลักการที่ ๔ มรดกแห่งการศึกษาแนวพุทธ หลักการที่ ๕ วิถีแห่งภูมิปัญญาโลก และหลักการที่ ๖ การไม่ฝักใฝ่ในลัทธิความเชื่อหรือศาสนาใดๆ และความเปิดกว้าง, “บทเรียนจากมหาวิทยาลัยนาโรปะ”
โดย ณัฐฬส วังวิญญู)

มี paper อีกชิ้นหนึ่งเรื่อง “เบญจคุณ” ที่ผมแปลจาก “Five Wisdoms” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างคุณลักษณะทั้ง ๕ จะคล้ายๆ กับนพลักษณ์ แต่ว่าอาจจะมาทางสายธิเบต เช่น แต่ละคุณลักษณะจะเผยตัวอย่างไรในแต่ละคน มีวิธีการอย่างไร เช่น สีแดงของผมมีมากเกินไป สีน้ำเงินของผมมีน้อย ผมต้องการสีน้ำเงินมาก ก็จะมีกระบวนการ เป็นห้อง ๕ ห้องที่ออกแบบไม่เหมือนกัน แต่ละห้องจะระบายสีแต่ละสี แล้วรูปลักษณะของห้องเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราดึงลักษณะบางอย่างออกมา ไม่ว่าจะเป็นความใจเย็น ความสงบ หรือว่าความจัดจ้าน บางคนมีความจัดจ้านน้อยไปหน่อย ก็จะมีห้องฝึกการแสดงออก บางคนใช้ความคิดมาก อยู่กับกายน้อย บางคนอยู่กับกายมากไป ก็ไม่ค่อยดี คือช่วยให้คนเรียนได้ค้นหาสมดุลของตัวเอง คือจะมี course ที่เปิดให้คนข้างนอกมาร่วมเรียนด้วยได้ ไม่จำกัดความรู้และอายุ ส่วนใหญ่อาจารย์ที่ไปสอน ก็เพราะอยากจะ cross discipline ก้าวไปสู่พรมแดนความรู้ของคนอื่นบ้าง ว่าคนอื่นคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในแง่ของการเรียนที่หลากหลาย ก็จะแบ่งพื้นที่ไว้ให้นักศึกษาได้ออกแบบการเรียน ว่าอยากจะอ่านหนังสือเล่มไหน การเลือกสถานที่เรียน อาจจะนัดหมายที่ร้านกาแฟ หรือที่ห้องสมุดก็ได้

ผมไม่มีโอกาสได้เรียนกับเชอเกียม ตรุงปะ เพราะท่านเสียชีวิตไปก่อนแล้ว ตอนที่เชอเกียมยังมีชีวิตอยู่ ก็จะมีเรื่องมากมายให้ได้ชื่นชมและหมั่นไส้ เขาเป็นคนแปลกๆ ที่ไม่ธรรมดา แต่ก็มีวิธีการสื่อสารกับชาวตะวันตกได้ดีมาก เชอเกียมชอบสอนเรื่องความคิดฉับพลัน ความคิดแรก มหาวิทยาลัยนาโรปะจะให้ฝึกเรื่องการจับความคิดแรก บ่อยๆ เพราะส่วนใหญ่เราจะถูกความคิดที่ ๒ - ๓ ทับถมความคิดแรกซึ่งดีที่สุด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการฝึกพู่กัน ยิงธนู จัดดอกไม้ หรือพิธีชงชา พิธีกรรมและกระบวนการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อฝึกการปล่อยพื้นที่ว่างให้กับความคิดแรก เชอเกียม บอกว่าทำโต๊ะให้ว่าง แล้วอาหารอันโอชะจะถูกส่งมาจากสรวงสวรรค์ การทำโต๊ะให้ว่างก็คือการอดอาหาร (หัวเราะ) แล้วอาหารอันโอชะจะถูกนำมาจากสรวงสวรรค์
อ.เอกวิทย์: สังเกตดูว่าการเรียนที่นี่ ค่อนข้างจะหลากหลาย


คุณณัฐฬส: มีหลายแบบครับ อาจารย์สอน วิธีการสอน และวิธีการให้คะแนนจะมีหลายแบบ บางวิชาอาจารย์ก็จะถามว่า ทำไมเราให้คะแนนตัวเองเท่านี้ และไปถามเพื่อนๆว่า พัฒนาการของเราเป็นอย่างไร
อย่างวิชา Group Dynamic เป็นวิชาที่ค่อนข้างยากเพราะมีความขัดแย้งกันสูง หลายๆ คนที่มาเรียนก็คาดหวังที่จะออกไปเป็นนักสิ่งแวดล้อม ไปทำงาน policy อะไรอย่างนี้ แต่หลายคนก็ไม่ได้สนใจจะดูตัวเอง สนใจแต่จะได้ MAไปสมัครเข้า UN หรือรัฐบาล ฉะนั้น พอมาเจอกระบวนการอย่างนี้ ก็จะรับไม่ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่รับไม่ได้ ว่าร้องไห้กันทำไม แต่ผมยอมรับว่า ครูที่สอนเรื่องเหล่านี้ จะต้องมีประสบการณ์สูงมาก เพราะการจัดการความขัดแย้งในห้องเรียนขนาด ๔๐ คน แล้วเริ่มด่าทอกัน คนที่จะมีปัญญาจัดการได้ ต้องแสดงให้เห็นเลยว่ามีวิธีการอย่างไร

ในปัจจุบัน มีทฤษฎีหรือหนังสือมากมายเกี่ยวกับเรื่อง group dynamic เรื่อง Field Theory ทฤษฎีสนามพลังของกลุ่ม เปรียบเทียบได้กับศิลปะการป้องกันตัว ไอกิโด้ ซึ่งก็เป็นศาสตร์ที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่งและควรจะปรับมาใช้กับบ้านเราได้บ้าง


อ.เอกวิทย์: มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยข้างเคียงมาเรียนบ้างหรือเปล่า


คุณณัฐฬส: ก็มีบ้างครับ อย่างเช่น มาจากมหาวิทยาลัยโคโรลาโด ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่สนใจมาทางนี้มากกว่า แต่บางคนก็ไม่เคยรู้จักเลย คนที่เป็นฝ่ายซ้ายมากๆ ก็จะมองว่านาโรปะเป็นมหาวิทยาลัยของพวกคร่ำครวญกับชีวิตตัวเอง (หัวเราะ) ไม่ทำอะไร ไม่มี action ไม่มีจุดยืนทางการเมือง ซึ่งก็มีส่วนที่เป็นจริง คือคณะที่เรียนไปทางกวีนิพนธ์ อักษรศาสตร์ ศิลปะ หรือดนตรี ก็จะไม่มี action ในเชิงการเมืองมาก ไม่เหมือนนักศึกษาสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นเพื่อนผม เคยเอาโซ่ล็อกคอตัวเองไว้กับร้านกาแฟสตาร์บัคที่มาเปิดใหม่ เพราะจะมาทำลายร้านกาแฟเล็กๆ ในเมืองโบลเดอร์ ซึ่งมีร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักๆ มากมาย เพื่อนผมไม่ยอม ก็โดนจับไป


อ.เอกวิทย์: นาโรปะเป็นมหาวิทยาลัยทางเลือกที่น่าทึ่ง แต่ไม่ทราบว่า เท่าที่คุณณัฐฬสสังเกต คนที่เข้าเรียนมากน้อยเพียงใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้


คุณณัฐฬส: ผมไม่แน่ใจว่าจะตอบได้หรือเปล่า ถ้าดูจากคนที่ผมรู้จัก ผมเชื่อว่าถ้าคนที่มาเรียนแล้วสามารถเปลี่ยนตัวเองได้มีอยู่จริงไม่มากก็น้อย เพราะแต่ละปี ก็มีนักศึกษาเป็นพันคน และนักศึกษาจะถูกฝึกให้เปลี่ยนวิธีคิด จากการเรียนเพื่อไปสมัครงานที่ไหน ให้เป็นเรียนเพื่อจะสร้างงานของตัวเองเหมือนกับการสร้างพิธีกรรม บางคนอาจจะเป็นอาสาสมัคร กลับไปอยู่บ้าน ไปเป็นกรรมการในท้องถิ่นตัวเอง บางคนก็ไปเป็นครู และที่เป็นกันมาก คือ counsellor เดี๋ยวนี้ ก็จะมีเครือข่าย มี e-mail ส่งมาบอกว่า มีศิษย์เก่านาโรปะอยู่ที่นั่นที่นี่

อ.เอกวิทย์: ไม่ทราบว่านาโรปะมีการรับรองวิทยฐานะ ที่จะมีผลต่อการเรียนจบแล้วไปทำงานไหม


คุณณัฐฬส: ผมคิดว่า ก.พ. คงไม่รู้จัก ของไทยคงไม่มีการรับรอง แต่ว่าถ้าเทียบดูเนื้อหาวิชา ก็ไม่ห่างจากหลักสูตรที่อื่นมาก เพียงแต่มีวิธีการสอนและเนื้อหาบางอย่างที่แปลกออกไป อย่างผมเรียนตั้ง ๖๐ หน่วยกิต ในขณะที่หลักสูตรทั่วไปต้องการแค่ ๓๐ หน่วยกิต ถือว่าเป็นการเสริมเนื้อหาเข้าไป อย่างวิชาดนตรี หรือวิชา visual art ก็เป็นหลักสูตรที่น่าสนใจ หรือผมไปเรียนสีน้ำ เขาก็ไม่ได้สอนเทคนิคอะไรมาก แต่บอกว่า ศิลปะไม่ใช่การวาดภาพเหมือน แต่คือการสอนใจตัวเอง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งที่เรามอง ที่เราชื่นชม และอย่าลากพู่กันจนกระทั่งไม่มีเราเสียก่อน คือจะฝึกในการมอง ฝึกจิต แล้วจึงค่อยทำ ผมคิดว่า ความเข้าใจเรื่องการภาวนาก็มีผลต่อการออกแบบหลักสูตร ออกแบบวิชา

นพ.ประเวศ: ผมไปเยี่ยมนาโรปะเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ที่ประทับใจคือ เวลาเดินเข้าไป คนทั้งหมดจะมีหน้าตายิ้มแย้ม มีความสุข ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู พนักงาน นักศึกษา ที่น่าสนใจ คือผมได้คุยกับอธิการบดี รองอธิการบดี และหัวหน้าแผนก religious ทำให้ทราบ คนที่เป็นครูจะมาเข้าเรียนเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นจิตใจตนเอง และเข้าใจจิตใจผู้อื่น แล้วครูก็จะกลับไปสอนศิษย์ เป็นกระบวนการที่ดีมาก เป็นจุดที่ยิ่งใหญ่ เพราะของเราจะเรียนแต่เทคนิค ไม่เข้าใจตนเอง และความเป็นมนุษย์

อ.สุมน: สิ่งที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก คือเรื่องความเปราะบางของจิตใจ เพราะเวลาพัฒนาจิต เราจะบอกว่าเพื่อให้จิตแข็งแกร่ง เข้มแข็ง แต่คุณมาพูดถึงความเปราะบาง หมายความว่าอย่างไร อ่อนไหวหรือโรแมนติก ถ้าภาษาอังกฤษจะเข้าใจ แต่พอมาเป็นหัวใจเปราะบาง พร้อมที่จะแตกสลาย จะไม่เข้าใจ

คุณณัฐฬส: ความเข้าใจของผม เขาจะใช้ image ของพระโพธิสัตว์ ลักษณะเด่นก็คือความสามารถในการฟัง โดยเฉพาะเรื่องราวความยุ่งยากได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งหัวใจที่จะเข้าไปรับฟังได้ ต้องไม่แข็งกระด้าง ที่เขาใช้คำว่า vulnerable หมายถึง broken ได้ รับรู้ได้ ไหวตัว และตื่นตัว อีกคำหนึ่งที่ใช้คือ surrender หรือศิโรราบ ผมคิดว่า เรื่องนี้ถกเถียงได้ว่าภาวะความเป็นผู้นำที่ต้องการ ความเข้มแข็งที่ว่าเป็นอะไรได้บ้าง อ่อนโยนได้อย่างไร ทุกข์ไปกับสิ่งที่เรารับรู้ได้หรือไม่ พระโพธิสัตว์รับรู้ความทุกข์และเป็นหนึ่งเดียวกับความทุกข์ หมายความว่าอย่างไร เพราะเชื่อว่า เมื่อเป็นหนึ่งเดียวกับความทุกข์ ไม่ปฏิเสธความทุกข์ action จะเกิดขึ้นจากความเมตตา แต่ใจจะต้อง broken heart, compassion ต้องเกิดมาจากใจที่ broken heart แต่นำมาตีความในเถรวาท ผมไม่รู้ว่าจะใช้ภาษาอะไร คนอื่นอาจจะช่วยเสริม

อ.เอกวิทย์: ความเข้าใจของผม คำว่า ความเปราะบาง vulnerable ในภาษาของการเล่นไพ่บริดจ์ หมายความถึงจุดที่จะต้องตัดสินใจ ว่าจะทิ้งไพ่หรือไม่ แต่คนที่จะทิ้งไพ่ได้ถูกต้อง ต้องเป็นคนที่เฉลียวฉลาด แหลมคม มีความอ่อนไหวสูงพอที่จะเข้าใจคนอื่น เข้าใจสถานการณ์ เข้าใจชีวิต นำไปสู่การเรียนรู้ และตัดสินใจที่ถูกต้อง

นพ.ประเวศ: ความหมายอีกประการหนึ่ง ก็คือการเปิดให้กับความเสี่ยงที่อะไรจะเกิดขึ้น เช่น การทำงานเพื่อส่วนรวม จะต้องถูกกระทบ

คุณวิศิษฐ์: เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเชื่อมโยงกับกระบวนการเรียนรู้ ผมคิดว่า ความเปราะบาง คือการนำตัวเองเข้าไปสู่ความเสี่ยง ในการเรียนรู้ จะมี ๒ โหมดหลักๆ ในชีวิต คือ โหมดปกป้องตัวเอง กับ โหมดเรียนรู้ พื้นฐานที่สุดของโหมดปกป้อง คือความกลัว การนำตัวเองไปสู่จุด vulnerability หรือจุดเปราะบาง เมื่อนำพาตัวเองไปที่ๆ เรากลัว หรือเสี่ยงภัยบ่อยๆ พบกับการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด ตัวเองก็จะไม่กลัว

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเรานำพาตัวเองไปสู่สิ่งที่เรากลัว หรือ uncomfortable zone ที่เราไม่สะดวกสบาย การเรียนรู้จะเกิดขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่อยู่ในความสะดวกสบายเดิมๆ ความคิดเดิมๆ ความรู้สึกเดิมๆ และไม่เปลี่ยน

ทีนี้ ในแง่หัวใจแตกสลาย คือมีการศึกษาและสังเกตองค์ทะไลลามะ เมื่อมีการสนทนากับนักวิทยาศาสตร์ เรื่องความเมตตากรุณา เมื่อท่านฟังความทุกข์ของคนอื่น ท่านจะ suffer ทันทีภายใน ๒-๓ วินาที ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับเรื่องราวที่ท่านได้ยิน หลังจากนั้น ท่านก็ฟื้นคืนสดชื่นขึ้นมาทันที คือมันเป็นพลังของการรับรู้ความทุกข์ของคนอื่นถึงก้นบึ้งที่หัวใจของเราแตกสลายได้

นพ.โกมาตร: ผมเข้าใจว่า การตีความสามารถแตกต่างกันได้ ผมนึกถึงการสัมมนาที่หาดใหญ่ คุณสุรภี (ชูตระกูล) ซึ่งแลคุณสุภาพรจนถึงนาทีสุดท้าย เล่าว่า ในจังหวะที่ต้องดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ใกล้ตาย จะมีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งทั่วร่างกาย ชนิดแทบทนไม่ได้ แม้แต่จะขยับแขนขา ก็ต้องค่อยๆ ยกเป็นมิลลิเมตร ทีนี้คนดูแลก็เป็นมนุษย์ บางครั้งก็ไม่สามารถอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นได้ตลอดเวลา ส่วนผู้ป่วยเองก็หงุดหงิด เพราะว่าครั้งหนึ่งเคยควบคุม เคยจัดการกับชีวิตตัวเองได้ ปัจจุบัน แม้แต่เวลาคันก็ต้องเรียกคนอื่นมาเกาให้ พออยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น คุณสุภาพร ซึ่งปฏิบัติมาตลอด ก็จะหงุดหงิด จิตใจขุ่นมัว คนดูแลก็อยู่ในความบีบคั้น และเหนื่อยกับการดูแลข้ามวันข้ามคืน ก็จะเกิดการปะทะกัน ผมคิดว่าจุดนี้คือความเปราะบาง และถ้าเราไม่เปิดตัวเองกับความเปราะบางนั้น เราก็จะไปไม่พ้น และเรียนรู้จะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่เห็นความเปราะบางของตัวเอง นักรบแท้จริง จะต้องมีสุขภาวะที่เข้าไปในเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความเปราะบางนี้ เพื่อจะได้เติบโต และเรียนรู้ ดีกว่าการหวังว่าไม่ต้องพบ ไม่ต้องคิด แต่หงุดหงิดต่อไป หรือหาทางปกป้องตัวเองด้วยวิธีการเดิม ก็ไม่มีทางจะได้เรียนรู้

อ.เอกวิทย์: ดูเสมือนหนึ่งว่า นักรบชั้นยอด ศิลปิน กับพระสงฆ์ จะมีจิตอยู่ในระดับเดียวกัน

นพ.โกมาตร: คือพอแปล vulnerability เป็นความเปราะบาง จะมีลักษณะของความสุ่มเสียง ความหมิ่นเหม่ เกิดสิ่งที่ใจเรายากจะรับได้ มีความไม่แน่นอน

อ.จุมพล: เวลาฟังคุณณัฐฬสพูดถึง vulnerability เรื่องของความเปราะบาง ความรู้สึกแรกก็คิดในเชิงคำหมายว่า ถ้าเราใช้คำภาษาไทย ว่า “เปราะบาง” เราจะติดกับประสบการณ์เดิม เช่น แก้ว ที่เราเรียกว่าเปราะบาง แตกสลายได้ง่าย แล้วกลับมารวมกันลำบาก แต่พอฟังไประยะหนึ่ง ก็มีความรู้สึกว่า คำนี้มีความหมายกว้างมากกว่านั้นมาก

ผมรู้สึกว่า vulnerability เป็นศักยภาพ เป็นความสามารถของคน ที่พร้อมจะเปลี่ยน ซึ่งจะต้องยอมรับอะไรเข้ามา จึงจะเปลี่ยนได้ ถ้าใช้คำว่า บอบบาง แทน เปราะบาง อาจจะมีความหมายที่ผิด แต่ว่าจริงๆ ก็คือ ยอมให้อะไรซึมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเราได้ ไม่ไปสกัดกั้น หรือปกป้องเหมือนที่พูด พอซึมเข้ามา ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเราไปทันที แล้วหลังจากนั้นก็จะเกิดไปเป็นสิ่งใหม่

แต่ถ้าจะพูดอย่างหยาบๆ ในทางจิตวิทยา เราพูดเรื่อง flexibility ว่าการจะ flexible ได้ ก็ต้องยอมรับสิ่งใหม่เข้ามาก่อน และพร้อมจะเปลี่ยนเมื่อมีสิ่งใหม่เข้ามา ในความหมายนั้น ผมมองว่าเป็นศักยภาพ และธรรมชาติของสรรพสิ่งด้วย

คุณเดวิด: Vulnerable comes from the Latin language meaning to wound or to be wounded. I was thinking of the distinction Ajahn Buddhadassa made between 'everyday language' (phasaa khon) and 'Dhamma language (phasaa Thamma) . An example of the word 'vulnerable' in everyday language would be: the government's position on this problem is vulnerable, which means the opposition could easily attack it and wound the government. So the government runs around and tries to make its position stronger. Or in a military situation or a war, you say your position is vulnerable; it means you have a weak spot in your defenses which could be attacked easily by the enemy. This is everyday language.


Vulnerable, in my opinion, also has a spiritual or a Dharma meaning, which is related to compassion. The word 'compassison' comes from two Latin words: 'com' means 'with'; 'passion' means 'to suffer.' (For example, the recent Mel Gibson movie - The Passion of Jesus Christ.) So compassion means to suffer with, which is to be vulneralbe. To make yourself vulnerable spiritually means to dare to suffer with someone, and thus to make yourself vulnerable. One of the great symbols of daring to be vulnerable, to be compassionate is Chaw Mae Kuan In. In Chinese this means 'the one who hears the cries of the world' - and this is a wonderful symbol. Who among us dares to hear the cries of the world - we all turn away from a beggar on the street.


So when Khun Nutt was speaking about professors or teachers daring to be vulnerable, it has the meaning of being able to admit that maybe their intellectual position may have some weak spots and thus be vulnerable. Teachers have to be able to admit that they could be wrong, or that there are other perspectives to look at what they are teaching. I think that is the meaning in this context.


As for the word 'surrender' - usually it is translated in Thai as yom phae, which means to give up or admit defeat in competition or battle. That is everyday language (phasaa khon). But in a spiritual context as in Christianity or Islam it has a different meaning. (Incidentally, the word 'Islam' means 'to surrender.') Surrender to what? To give yourself totally to what we call God, because in this belief system everything comes from the Divine (God or Allah), so now we must be willing to give everything back. The gift to the Divine that the Christian can make is to surrender oneself completely. So in this context surrender has a diffrent meaning. Surrender is usually associated with being vulnerable - to be willing suffer anything that life brings to you and to willing to offer (bucha) it to God in surrender. Surrender in this context would have a meaning more closely with the Thai words 'ploy wang.'

Now and then if you go deep in meditation, if you want to see what Anatta actually is, then you must clearly see that everything you think and feel and believe that you are is in fact not true. When you see this, you must be willing to surrender (ploy wang) everything. And most of us do not want to do this.

For example when the police in the US arrest a man with a gun, they say "surrender your weapon," which means to release or turn over your gun. So to surrender is to give up something. A Buddhist friend of mine said that the deepest meaning of the Thai words 'Tham Than', is much more than to be generous, to be charitable, to donate food or money to temples or monks - that is everyday language (phasaa khon). But the deepest meaning (phasaa thamma) is to give yourself totally to the teaching of the Buddha. For example to the name of Ajahn Buddhadassa means the 'slave of the Buddha' - or one who gives everything up to the Buddha, Dharma, Sangha.

นพ.โกมาตร: กลับมาที่ท่านพุทธทาส เพราะว่าการยินยอมเป็นทาส จะมีความหมายของการอ่อนน้อมต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่

อ.สุมน: หัวใจเปราะบาง น่าจะรวมถึงความรักด้วย แต่พอคุณเดวิดอธิบายคำว่า compassion จะลึกกว่า ดังนั้น เป็นเรื่องภาษาคนกับภาษาธรรม ถ้าคุณณัฐฬส จะอธิบายเรื่องความเปราะบาง โดยใช้ภาษาคน ว่าความเปราะบางก็ได้ แต่ในภาษาธรรม จะต้องอธิบายคำต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงนี้ด้วย ว่าป็นอย่างไร
นพ.ประสาน: พวกเราส่วนใหญ่อายุยังน้อย ผมอายุมากกว่าเพื่อน มีบางช่วงที่คิดว่าใกล้จะตาย ซึ่งทุกคนต้องรู้สึกอย่างนี้ เมื่ออายุถึงขั้นหนึ่ง เมื่อรู้สึกขึ้นมาแล้ว จะทำอย่างไร ตอนนั้นเราจะ vulnerable ต่อความรู้สึกนั้นมาก ขอบคุณ เดวิด ที่ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น ผมรู้สึกอย่างนี้ คือบางครั้งหัวใจสั่น รู้สึกเจ็บตรงนั้นตรงนี้ ก็คิดในใจว่า ถ้าความตายใกล้เข้ามา เราจะทำอย่างไร พร้อมจะรู้สึกหรือพร้อมจะแก้ไขอย่างไร เพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เมื่อรู้สึกบ่อยขึ้นๆ มากขึ้นๆ ถึงจุดๆ หนึ่ง คล้ายกับว่าจะบรรลุ ผมจะใช้วิธีแยกตัวเองออกเป็น ๒ ส่วน ต้องใช้ความพยายามและสมาธิสูงมาก คือให้กาย suffer ไป เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องของกาย จึงอยากจะถามคุณหมอโกมาตรว่า ตอนที่คุณสุภาพรเจ็บ แล้วสุรภีทนไม่ได้ คุณสุภาพรเธอทำอย่างไร ในช่วงนั้น

อ.เอกวิทย์: ขอกลับมาที่นาโรปะอีกนิด ผมอ่านคุณณัฐฬสมาก่อน รู้สึกชื่นชม และคิดว่าประสบการณ์การเรียนรู้ที่นาโรปะ สำคัญและลึกซึ้งพอที่จะเผยแพร่ให้กับมหาวิทยาลัยที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ คุณณัฐฬสน่าจะมีโอกาสได้เสวนาแบบเดวิด โบห์ม กับอาจารย์มหาวิทยาลัยมากขึ้น พวกเราที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่อาจจะเป็นสื่อนำไปสู่สังเวียนเหล่านี้ได้ ผมอยากให้มีผลกระทบต่อการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยไทย อย่างพลิกโฉมหน้าการเรียนรู้มาสู่ความเป็นจริงของจิตใจ

ถ้าเป็นไปได้ อยากจะชวนไป มอ. ผมคิดเอาเองว่า นาโรปะคงไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ดีสมบูรณ์แบบ แต่แนวทางหลักๆ น่าจะมีประโยชน์ต่อการสร้างเวทีการเรียนรู้ที่ดี ที่น่าจะได้ผลคือการเรียนรู้จักตัวเองทุกแง่มุม ทั้งปัญญา อารมณ์ เรียนรู้โลกปัจจุบันขณะ เรียนรู้ความเป็นจริงของสรรพสิ่ง เป็นหัวใจของการเรียนรู้ที่ดี ผมให้คะแนนนาโรปะสูง ในการสร้างสรรค์บรรยากาศ และกระบวนการเรียนรู้ได้ลึกซึ้ง เข้มแข็ง ก็ขอเชิญชวนไว้

นพ.โกมาตร: เรื่องของสุภาพรคงไปพูดกันในตอนบ่าย ถ้ามีโอกาส แต่ในช่วงต่อไป อยากจะให้คุณณัฐฬส นำเสนอเรื่อง Deep Ecology บ้าง เพราะเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ

นพ.โกมาตร: ผมคิดว่าเรื่องสันติภาพคงอยู่กับเราไปอีกนาน อาจจะมีสักครั้งหนึ่งที่เราจะได้พูดคุยเรื่องนี้มากขึ้น เพราะเป็น ๑ ใน ๑๒ ข้อยุทธศาสตร์การทำงานเรื่องจิตวิญญาณ และอาจจะเป็นภารกิจทางจริยธรรมของยุคสมัยนี้อีกด้วย อ.สรยุทธ บอกว่า หลังจากที่คุยกันแล้ว มีเรื่องของการจัดการจะขอหารือ เพราะกลุ่มเคลื่อนไปได้ด้วยการจัดการ เพราะมีความริเริ่มบางอย่างเกิดขึ้น มีงานที่เราอยากจะให้ช่วย และอยากจะไปช่วยคนอื่นบ้าง

แต่ว่าตอนนี้ ควรจะใช้ประโยชน์จากคุณณัฐฬส ให้เต็มที่ เพราะทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วันนี้ได้ประโยชน์มาก อยากให้คุณณัฐฬส นำเสนอเพิ่มเติมสำหรับส่วนที่ยังไม่ได้คุยกันมากนัก เรื่องแนวคิดกับความเคลื่อนไหวหนึ่งที่มีขอบเขตกว้างขวาง คือเรื่อง Deep Ecology ตอนบ่าย ก็คงจะเป็นการพูดคุยกัน ดีกว่าฟังคนหนึ่งคนใดพูดไปเรื่อยๆ ถ้าใครสงสัย อยากจะถามหรืออยากจะเสริมอะไรก็ให้เป็นธรรมชาติ แบบสุนทรียสนทนาครับ

คุณณัฐฬส: เรื่องนิเวศวิทยาแนวลึก ต้องยกความดีให้คุณหมอโกมาตร ที่ให้ผมทำวิจัยอยู่ปีหนึ่ง แต่เลยมาเป็น ๒ ปี (นพ.โกมาตร: ลึกมาก) (หัวเราะ) ก็เป็นความเคลื่อนไหวที่อยากจะชวนแลกเปลี่ยน นิเวศวิทยาแนวลึก เป็นการเคลื่อนไหวในเชิงเปลี่ยนกระบวนทัศน์การมองตัวเองของมนุษย์ การมองธรรมชาติ เพราะเมื่อเรามองอย่างไร ความสัมพันธ์ต่อสิ่งต่างๆ ก็จะเป็นไปตามนั้น คนที่ใช้คำนี้เป็นคนแรก เป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญา ชาวนอร์เวย์ เป็นนักไต่เขา เป็นศาสตราจารย์แก่ๆ ใจดีคนหนึ่งที่อาศัยอยู่คนเดียวบนภูเขา คล้ายฤาษี นานๆ ครั้งก็จะลงมาสอนบ้าง คุยกับผู้คนแถวๆ ร้านกาแฟบ้าง ในช่วงปี ๑๙๖๐ เนื่องจากเขาเป็นคนรักธรรมชาติและการป่ายปีน จึงได้เดินทางไปทั่วโลก และตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ว่ามีวิธีการมองหรือโลกทัศน์ที่แตกต่างกัน ๒ ประเภท คือ

นิเวศวิทยาแนวตื้น Shallow Ecology ซึ่งมองว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของจักวาล ถูกสร้างขึ้นมาให้ปกครอง ครอบครองและใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรของโลก เป็นผู้ที่มีอำนาจ ฉลาดปราดเปรื่อง เป็นโลกทัศน์ Anthropocentric หรือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่แฝงอยู่ลึกในมิติของการมอง หรืออย่างที่ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า พูดว่า โลกทัศน์ ๓ เรื่องที่ฝังลึกมากๆ คือมนุษย์เป็นศูนย์กลางของธรรมชาติ ผู้ชายเป็นใหญ่ และเรื่อง race

วิธีมองแบบนิเวศวิทยาแนวตื้น ในอีกแง่หนึ่งเป็นการมองปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ และพยายามใช้วัตถุเข้ามาแทนที่ ว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมลพิษหรือทรัพยากร เป็นกรอบการมองโดยไม่ตั้งคำถามกับกรอบวิธีคิดเรื่องการพัฒนา ทุนนิยม หรือโลกาภิวัตน์ที่ดำเนินอยู่

ส่วนมองแบบนิเวศวิทยาแนวลึก คือการเห็นว่าจริงๆ แล้วมนุษย์ใม่ได้เป็นศูนย์กลางของธรรมชาติ และตั้งคำถามว่ารากเหง้าของปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อมีคำว่าสิ่งแวดล้อม มีคำว่าป่า หรือธรรมชาติ ในความหมายที่แยกออกจากตัวเราขึ้น กล่าวคือในแต่ละวัฒนธรรมจะมีการ split ออกจากธรรมชาติ ช้าหรือเร็วต่างกันไป บางคนว่าการ split เกิดขึ้นตั้งแต่มีการพัฒนาเครื่องมือทางการเกษตร เป็นการแทรกแซงธรรมชาติ เพราะมนุษย์อยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเก็บของป่า หาผลหมากรากไม้ มาเป็นการตั้งหลักแหล่ง และเข้าแทรกแซง แต่ยังไม่ถึงขนาดครอบงำ

ในวิธีคิดทางสิ่งแวดล้อม อาร์เน เนส เห็นว่า สามารถแบ่งออกได้เป็นสองเรื่องหลักๆ ดังกล่าว จึงตั้ง platform ขึ้นมาเป็นตุ๊กตาให้คนช่วยกันคิดมากกว่าจะเป็นกรอบตัดสินทางความถูกความผิด เพราะเขาคิดว่าน่าจะมาช่วยกันคิดใหม่ เผอิญงานเขียนของเขาได้สร้างความเคลื่อนไหว เช่นเดียวกับงานเขียนอื่นๆ จากสายวิทยาศาสตร์ เช่น แกรี่ ชไนเดอร์ (Gary Snyder) หรือทางสายเทววิทยาเชิงนิเวศ ที่มีความพยายามตีความคำสอนใหม่ เรื่องกำเนิดโลก กำเนิดมนุษย์ แต่ส่วนใหญ่ก็จะตีความเข้าข้างตัวเอง ไม่ว่าจะในศาสนาคริสต์หรือพุทธ

ผมเคยจัด workshop เรื่อง Deep Ecology ให้กับพระสงฆ์หลายครั้ง พระก็จะพูดว่า สัตว์มีกรรมเป็นของตัวเอง สมควรจะเป็นอาหารของเรา แล้วความเมตตา ความกรุณา อยู่ตรงไหน การเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่ทำให้รู้สึกถ่อมตัวอยู่ตรงไหน ผมว่าเหล่านี้เป็นการตีความที่ฝังลึก ทำให้รู้สึกว่าตัวเองถูกต้องในการกระทำที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ในแวดวงจิตวิทยาก็เริ่มเห็นว่า trauma ทั้งหลายจะเริ่มจากจากวิถีชีวิต ก็ไม่กลมกลืน แต่ขาดจากธรรมชาติ นอกจากมนุษย์สมัยใหม่จะมีการดำรงอยู่ที่แยกกับคนอื่น และธรรมชาติแล้ว ยังอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ที่สังคมพยายามจะสร้างกรอบของการดำรงชีวิตขึ้นมาอีกด้วย
Clarissa Pinkola Este เขียนหนังสือเรื่อง Women Who Run with the Wolves บอกว่ามนุษย์ทุกคนมีความดิบ (wild) หรือเถื่อนในความหมายที่ไม่บวกและลบ มีความอิสระ ความดิบ ความสด แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นศาสนา การศึกษา และกรอบทางวัฒนธรรม ทำให้ความดิบ ซึ่งเขาใช้อุปมาอุปไมย “หมาป่า” ที่อยู่ในตัวมนุษย์ จะถูกกักเอาไว้ เป็นมลภาวะบางอย่างที่ต้องช่วยกันปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ก็จะมีกลุ่มนักคิดทางนิเวศวิทยาแนวลึก พยายามค้นหากระบวนการรศึกษาในรูปแบบต่างๆ อย่างเช่น โจแอนนา เมซี ซึ่งเป็นนักนิเวศวิทยาแนวลึก พยายามหาวิธีการช่วยทำให้คนมีประสบการณ์ตรงที่มีพลังเพียงพอจะทำให้เปลี่ยนวิธีคิด วิธีมอง และตระหนักว่าตนเองไม่ได้แยกออกจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการภาวนา หรือการออกวิเวกไปอยู่กลางธรรมชาติ

ตัวอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงด้านใน คือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อ อัลโด ลีโอโพลด์ (Aldo Leopold) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมทรัพยากรสัตว์ป่า คือการยิงหมาป่าหรือกวาง เมื่อมีจำนวนมากเกินไป เป็นต้น เช้าวันหนึ่ง เมื่อเขาเห็นหมาป่าชราตัวหนึ่งในระยะไกล ก็เอาปืนยิงจนล้มลง แล้วจึงเดินเข้าไปดูให้แน่ใจว่าตายสนิท เมื่อไปถึง หมาป่าตัวนั้นยังคงลืมตาอยู่ ทำให้เขาเห็นประกายตาสีเขียววาวเป็นประกาย ค่อยๆ หรี่ลงๆ จนดับไป ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ เหมือนกับพบประสบการณ์ทางจิตวิญญาณบางอย่างที่งดงาม ทำให้เขาคิดว่า สิ่งนี้หรือที่มนุษย์คิดว่าเป็นนายเหนือ ทั้งที่ความงามเหล่านี้มนุษย์สร้างขึ้นไม่ได้ มันมีค่า มีความสง่างามในตัวเอง นับตั้งแต่วันนั้น เขาก็เปลี่ยนความรู้สึกที่มองว่ามนุษย์เป็นประธานเหนือสิ่งอื่นใด มาเป็นนักคิดคนสำคัญในการนำเสนอความคิดเชิงนิเวศแนวลึก ผ่านงานเขียน และกิจกรรมต่างๆ
ประสบการณ์ตรงแบบนี้ เป็นสิ่งที่นักนิเวศวิทยาแนวลึก พยายามนำข้ามาในกระบวนการการศึกษา ให้เราได้ตระหนัก ไม่ใช่แค่คิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
สำหรับหลัก ๘ ประการ ที่โดดเด่นออกมาจากวิธีคิดแบบเดิมอย่างชัดเจน คือ ๑. นิเวศแนวลึกจะมองว่า ความเจริญงอกงาม ความอยู่ดีมีสุขของมนุษย์ และสรรพสิ่ง มีค่าในตัวเอง ไม่ขึ้นกับประโยชน์ใช้สอยของมนุษย์ มักมีคนตั้งคำถามว่า ที่บอกว่ามนุษย์ประเสริฐที่สุด เป็นเพราะอะไร ในส่วนตัวผมคิดว่า ความประเสริฐของมนุษย์อยู่ที่การมีความสามารถมากกว่า แต่ไม่ใช่การมีคุณค่ามากกว่า ถ้ามองจากบริบทของนิเวศ เช่น ไม้สักอาจจะขึ้นได้สูงกว่าหญ้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม้สักมีค่าในเชิงนิเวศมากกว่า คือเก่งกว่าไม่ได้หมายความว่าดีกว่าในเชิงคุณค่า ซึ่งการตีความในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือศาสนายังไม่ชัดเจนนัก
๒. ความหลากหลายและความมั่นคงของรูปแบบชีวิตและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง เกื้อหนุนให้มนุษย์และสรรพสิ่งบรรลุถึงความงอกงาม หมายความว่า ความหลากหลายช่วยอุ้มชูให้สังคมมนุษย์ หรือระบบชีวิตอื่นงอกงามได้มากขึ้น ไม่ไช่การหักล้าง แต่ช่วยเสริมกันและกัน ในขณะที่เรากำลังมีปัญหาภาคใต้ เราจะมี diversity management อย่างไรในระดับสังคม และจะมีขันติธรรมในทางวัฒนธรรมอย่างไร สิ่งนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราคงไม่สามารถเข้าใจเขาได้ทั้งหมด

๓. มนุษย์ไม่มีสิทธิลิดรอนหรือทำลายความหลายหลายของชีวิต โดยปราศจากความจำเป็นที่แท้จริง เขาใช้คำว่าความจำเป็นที่แท้จริง เพราะตั้งใจจะให้เกิดการถกเถียง ว่าความจำเป็นของใคร เพราะคนที่อยู่อลาสก้า กับคนที่ในแถบ Tropical ย่อมมีความจำเป็นต่างกัน

๔. เป็นหัวข้อที่ค่อนข้าง controversial เหมือนกันในแง่ประชากร คือสังคมและวัฒนธรรมมนุษย์จะงอกงามได้ขึ้นอยู่กับว่า เราจะลดจำนวนประชากรลงหรือไม่ เพราะประชากรมนุษย์ไปกดขี่ประชากรของ species อื่น ซึ่งมีค่าต่อโลก และต่อความหลากหลาย สุขภาวะของโลกขึ้นอยู่กับ species อื่นๆ ด้วย การลดหรือควบคุมประชากรมนุษย์จะทำให้ชีวิตอื่นๆ ได้บรรลุถึงวิวัฒนาการของตนเองด้วย เพราะชีวิตอื่นๆ ก็ยังอยู่กระบวนการวิวัฒนาการ ยังเจริญงอกงามอยู่ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้

๕. เป็น statement ที่เข้าใจได้ไม่ยาก คือมนุษย์ได้เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง โลกของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระดับที่เกินสมดุลแล้ว และสถานการณ์ต่างๆ เลวร้าย รวดเร็ว และรุนแรงขึ้น

๖. เป็นเรื่องของปฏิบัติการ คือจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การผลิต และการใช้เทคโนโลยีในระดับอุดมคติ อุดมการณ์ หรือการศึกษา สำนึกของสังคม วัฒนธรรมพื้นฐานของสังคม จะต้องเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานอย่างสิ้นเชิง

๗. จุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ คือการทำให้สังคมเข้าถึงและชื่นชมคุณค่าแท้ของชีวิต มากกว่าการยกระดับการครองชีพให้ดีขึ้น เป็น statement ที่พูดถึงระบบบริโภคนิยม ตราบใดที่เรายังยึดถือปริมาณมากกว่าคุณภาพ บริโภคนิยมก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เรื่องนี้จะมาเข้ากับเรื่องจิตวิญญาณ คือการเข้าถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต ว่าชีวิตมีความงดงาม และความสุขในตัวเอง

๘. เนื่องจากมันเป็น platform เขาจึงเขียนว่า ถ้าใครเห็นด้วยกับหลักการดังกล่าวข้างต้น ก็ย่อมจะมี “พันธกิจ” ไม่โดยตรงก็โดยอ้อมที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น

นี่คือ หลัก ๘ ประการ ซึ่งได้ส่งไปยังที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในแง่ของแรงโต้กลับ แต่ก็มีการยอมรับกันมาก อย่าง feminist จะมองว่า ใช้คำว่ามนุษย์เป็นใหญ่ไม่ได้ เพราะมีเพียงผู้ชายเท่านั้น ก็ต้องทำงานในมิตินั้นด้วย อย่าไปเหมาว่าเป็นมนุษย์ทั้งหมด ให้ดูความสมดุลระหว่างชาย – หญิง ด้วย feminism จะวิเคราะห์ว่า ความสำคัญระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มีความคล้ายคลึงกับความสัมพันธ์ของหญิง-ชาย ในแง่ความไม่เท่าเทียมกันบางประการ

ทางด้าน social ecology ก็จะเน้นหนักไปในการวิเคราะห์เรื่องชนชั้น ว่าต้องจัดการเรื่อง class ให้ได้ก่อน แล้วปัญหานิเวศจะหมดไปเอง ก็เป็นความคิดที่เหลื่อมซ้อนกันอยู่บ้าง

ส่วนความเคลื่อนไหวในบ้านเรา ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะแต่ละคนจะมีนิยาม สร้างความหมายของตัวเอง เช่น กลุ่มเคลื่อนไหวทางทรัพยากรธรรมชาติ มีการเอามิติทางวัฒนธรรม การมองโลก ระบบป่า ระบบดิน ระบบน้ำ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาใช้ แต่คนรุ่นใหม่ยังเข้าใจน้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีการใช้พิธีกรรมต่างๆ อย่างโหยหามากกว่า เป็นเรื่องน่าห่วง ว่าวิธีคิดเชิงนิเวศจะอยู่ในคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่ได้มีวิถีชีวิตใกล้กับธรรมชาติแล้ว

นพ.โกมาตร: ก็เป็นอย่างสั้นๆ ย่อๆ เพราะความเคลื่อนไหวของแนวคิดดังกล่าวกว้างขวางกว่านี้มาก ผมเคยฟังพ่อหลวงจอนิ โอ่โดเชา พูดในการประชุมคราวหนึ่งว่า มนุษย์อาจจะสร้างยานอะพอลโล สร้างจรวดพุ่งไปในอวกาศได้ แต่สร้างปลาซิวตัวเล็กๆ ไม่ได้เลย ความวิจิตรของปลาซิวยิ่งใหญ่กว่ายานอะพอลโล ทัศนะอย่างนี้อาจจะเป็น Deep Ecology แบบความรู้พื้นบ้าน นอกจากนี้ พ่อหลวงจอนิ ยังพูดเรื่องสุขภาพด้วยว่า สุขภาพของคน คือการไปไหนมาไหนแล้วไม่อายในวัฒนธรรม และกำพืดของตนเอง
นพ.วิธาน: เป็นกึ่งๆ คำถามถึงณัฐฬส โดยเชื่อมโยงกับข้อมูลที่คุณเดวิดเคยให้เรื่อง climate change ว่าในอีก ๑๖ ปีข้างหน้า จะมีปัญหาเรื่องวิกฤตการณ์ในเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่นตอนนี้มีปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งผมยังไม่เข้าใจมากนัก คือแม่น้ำกก ที่เชียงราย หน้าแล้งจะตื้นเขินมาก จนเรือแล่นไม่ได้ แต่พอช่วงหน้าฝน น้ำก็จะท่วม ทำไมช่วงที่น้ำท่วม ก็ท่วมบ้านท่วมเมืองหมด แต่พอหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำใช้ มีวิธีอย่างไร ที่จะนำองค์ความรู้เรื่องจิตวิญญาณ หรือเรื่องนิเวศวิทยาแนวลึก มาจัดการเรื่องน้ำให้เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อน ในขณะนี้ มีการใช้รถขุดรอกกลางแม่น้ำกก เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ในแง่ spiritual จะมีความเหมาะสมหรือไม่ และในแง่ของ manage เราจะจัดการอย่างไร

อ.เอกวิทย์: ผมรู้สึกชื่นชมต่อความวิริยะอุตสาหะในการเข้าถึงความรู้ของคุณณัฐฬสมาก แต่ยังไม่ได้ยินคุณกล่าวถึงทฤษฎีกายา (Gaia) ว่าดาวพระเคราะห์โลกนี้ มีชีวิตของตนเอง ผมคิดว่า มนุษย์เปรียบเหมือนเหาหรือหมัดที่อยู่ในตัวสัตว์ ที่เรียกว่าโลก แต่มนุษย์บังอาจทำตัวเป็นนาย ควบคุมธรรมชาติให้มารับใช้มนุษย์ แล้วก็อ้าง ว่าเป็นอาณัติของพระเจ้าที่ให้มนุษย์นำสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมาทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ในมิติของ Deep Ecology เราจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์และสำนึกใหม่ให้กว้างขวาง ให้ยอมรับนับถือ แม่ธรณี แม่คงคา แม่โพสพ แล้วไม่ด่าว่าคนที่เชื่ออย่างนี้ได้อย่างไร

ส่วนประเด็นที่ ๒ เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ผมได้อ่าน World Watch Institute ปี ๒๐๐๔ เขายังยืนยันอยู่ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ในหลายๆ ประเทศนำมาใช้เพื่อปกป้องน้ำ ดิน และสิ่งแวดล้อม ทำงานได้ผลมาก ก็หมายความว่า ชาวเมืองรุ่นใหม่ ยอมรับทฤษฎีเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของป่า ป่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าหรือพระธรรมชาติเจ้าประทานให้มนุษย์ได้กินได้ใช้ ยังเป็นความดีงามที่ต้องเคารพ คนเมืองอาจจะไม่แยแส ไม่เคารพ แต่ชาวบ้านนอก ชาวชนบท เช่น ชาวกระเหรี่ยง ชาวเขา ยังเคารพอยู่ ทำให้เขาไม่ทำลายธรรมชาติ ซึ่ง World Watch Institute นำไปชื่นชม และเผยแพร่ โดยเฉพาะความสำเร็จทาง เชียงราย เชียงใหม่ น่าน เป็นต้น

เพราะฉะนั้น Deep Ecology เป็นทฤษฎีที่จะทำให้คนตั้งกระบวนทัศน์กันใหม่ แต่การปกป้องและคืนความสมดุลให้ธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ Deep Ecology จะต้องเข้าไปอยู่ในใจคนให้ได้ คุณณัฐฬสจะมีความเห็นอย่างไรหรือไม่กับเรื่องดังกล่าว

นพ.ประเวศ: ปัญหาของโลกที่หนักๆ คงจะเป็นเรื่องของโครงสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางความคิด สังคม และเศรษฐกิจ ตามมาด้วย การศึกษา กฎหมาย ซึ่งเป็นความขัดแย้งกัน เพราะทุนกับเงิน ถ้ามองดูจะเห็นว่าเป็นของแปลกมาก เพราะสามารถเติมศูนย์ไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ย่อมจะไปขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ว่าทรัพยากรในจักรวาลมีเท่าเดิม ส่วนเงินมีค่าสูงขึ้นๆ แม้ว่าทรัพยากรในจักรวาลคือความจริง เงินคือมายา แต่มนุษย์ได้เข้าไปช่วยให้มีสถาบันรองรับมายาคตินี้ จึงนำไปสู่ความขัดแย้ง ไปสู่การตลาด ไปสู่ความเชื่อว่าเงินมีค่า เป็นกำไรชีวิต เป็นกำไรชุมชน เป็นกำไรของรัฐ จนนำไปสู่การทำลายทรัพยากร ธรรมชาติ และความขัดแย้งกันในที่สุด ถ้าไม่มีกองทัพรองรับ ไม่มีกฎหมายรองรับ เงินก็จะไร้ค่าโดยสิ้นเชิง
การมอง ให้มองถึง ๔ เรื่องใหญ่ๆ คือ

๑. เรื่องชุมชนเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และการเงิน อย่างเช่นที่เราพยายามเรียกร้องสิทธิชุมชนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการทำมาหากิน ในการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ในการทำมาหากิน ในการสื่อสาร และในการมีระบบการเงินของชุมชน สิ่งเหล่านี้คือ ภูมิคุ้มกันชุมชน ในการรักษาสิ่งแวดล้อม ทำอะไรก็ได้เพื่อก่อให้เกิดชุมชนเข้มแข็งทั่วทั้งโลก อย่างที่ สก๊อต เพก ได้กล่าวไว้ในหนังสือ A World Waiting to Be Born ว่าโลกในอนาคตคือโลกแห่งความเป็นชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับโลกในอุดมคติของพุทธศาสนา เพราะ “สังฆะ” คือ learning community ท่านพุทธทาส พูดว่า สังคมที่ดี ควรจะเป็นชุมชนเล็กๆ ที่เชื่อมโยงกันเป็น network

๒. เรื่องนโยบายอุตสาหกรรม หมายถึงทิศทางการพัฒนา แต่เป็นเรื่องที่มีคนทำน้อย มหาวิทยาลัยไม่ทำเลย เรื่อง public policy เพราะถ้าเราอ่านรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓ จะเขียนไว้ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ถ้าจะใช้ในเรื่องใหญ่ที่สุด ก็คือเรื่องกำหนดทิศทางการพัฒนา เพราะทิศทางจะกระทบหมดทุกคน

๓. เรื่อง New Consciousness หรือเรื่องจิตสำนึก ที่กลุ่มจิตวิวัฒน์ทำอยู่

๔. เรื่องสันติวิธี เพราะโครงสร้างที่ก่อตัว ทำให้การกระทบมีความรุนแรง
ที่พูดมาเป็นลำดับ สสส. ก็กำลังเข้าไปทำอยู่ในทั้ง ๔ เรื่อง
นพ.โกมาตร: ความจริงผมชอบที่จะคิดว่า โลกเปลี่ยนไปทันทีที่เราเปลี่ยน แม้ภารกิจจะมาอยู่ที่ตัวเรามาก แต่ไม่ใช่การแบกไว้ เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามความคิดของเรา เราอาจจะหวังผลสำเร็จจากงานบางอย่างไม่ได้ แต่ก็ทำไปตามเสียงภายในของตนเอง และพร้อมจะทุ่มเทให้กับสิ่งนี้ เพราะให้ความหมายกับการมีชีวิตของเราได้

และอย่างที่คุณวิศิษฐ์พูดถึง morphic resonance หรือปัญญาญาณอันยิ่งใหญ่กว่าเรา ใช่ว่าเราจะยิ่งใหญ่อหังการ์มากว่าจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ เพราะจะเข้าไปสู่กรอบเดิมที่ถือว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปมที่ฝังอยู่ในตัวเรามานานพอสมควร

นพ.ประสาน: อยากจะชี้ว่า การสร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างที่ อ.ประเวศ ว่า เป็นเรื่องดี แต่เมื่อชุมชนเข้มแข็ง มนุษย์ก็จะเกิดมามาก เมื่อมนุษย์มีมาก สัตว์และต้นไม้ก็ต้องน้อยลงไปเป็นธรรมดา ในที่สุด โดยธรรมชาติ ป่าแห่งใดมีสิงโตมาก กวางจะน้อยลง พอถึงจุดหนึ่ง สิงโตจะตายเอง พอตายแล้ว กวางก็จะมีมากขึ้น มนุษย์เราเมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็จะต้องตายเกือบหมด ระหว่างนี้ นอกจากการหว่านความดี ความงาม ความจริง ไปเรื่อยๆ แล้ว ก็ต้องทำใจให้รับรู้เรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะเป็นกลไกของ Chaos Theory หรือ self-organization ธรรมดาๆ ดังนั้น อย่าไปวิตกมากนัก เรื่องวิกฤตต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องรบกันทางภาคใต้ เพราะต้องเป็นไปเช่นนั้นเอง เราต้องเข้าใจ แล้วจะไม่กระวนกระวาย ดิ้นรนเกินไปจนใช่เหตุ
เมื่อเราพูดถึงพระแม่ธรณี แม่คงคา ทุกคำจะขึ้นต้นด้วยแม่ตลอด เพราะแม่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด แม่คือผู้ให้ ผู้ทะนุถนอม ผู้อุ้มชู เพราะฉะนั้น feminist จะลึกยิ่งกว่า Deep Ecology เพราะพูดถึงความไม่เท่าเทียมกัน หรือการแบ่งแยก reductionism โดยเหยียบย่ำสตรี

นพ.โกมาตร: ถ้าเราคิดไปในแนวนั้น จะเป็นการลดความหลากหลายลงไปเหลือแกนเดียว คือเรื่องหญิงชายหรือเปล่าครับ

นพ.ประสาน: ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว

นพ.โกมาตร: ภารกิจของเราคือการหว่านไปเรื่อย พร้อมกับช่วย hospice paradigm เก่า และเป็นหมอตำแยให้กับกระบวนทัศน์ใหม่ คือการหา soft landing ให้กับมนุษยชาติ

อ.จุมพล: ระบบนิเวศเป็นระบบที่ใหญ่ และคลุมระบบย่อยๆ มากมายอยู่ภายใน แต่วิธีคิดที่ผิดมาตลอด คือการคิดว่าระบบย่อยใหญ่กว่าระบบใหญ่ เช่น การเอาระบบเศรษฐกิจมาคลุมเหนือระบบนิเวศ เป็นการเอาเล็กมาคลุมใหญ่ สิ่งที่เราจะทำได้ค่อนข้างดี คือทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่ ในระบบนิเวศ เมื่อเขาคิดถูกและมองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ผมเชื่อว่าการกระทำจะสอดรับกับวิธีคิดของเขา และหากทุกคนคิดอย่างนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเกิดผลกระทบที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ หรือระบบการเมืองในที่สุด

การคิด การขยับ หรือการกระทำของเรา ถ้าเป็นความตั้งใจดี ทำดี ระบบใหญ่จะเกิดการกระทบกระเทือนไปในทางที่ดี ผมไม่อยากให้มีการหว่านอย่างสะเปะสะปะ ควรตั้งใจหว่าน แต่ไม่หวังผลอะไร ขณะเดียวกัน ก็เชื่อว่าสิ่งที่ทำจะได้ผล เพราะมีความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกันอยู่
อ.เอกวิทย์: ผมชอบมองโลกในแง่ดี ทั้งๆ ที่มีเรื่องเลวร้ายมากมาย ผมคิดว่า ในโลกนี้ มีคนที่ตั้งวงพูดคุยแบบเรามากมาย ทั้งในอเมริกา ยุโรป เอเชีย ข้อพิสูจน์ของผมคือ เมื่อเราเอ่ยถ้อยคำที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือนิเวศวิทยา คนเข้าใจกันมาก โดยเฉพาะชาวบ้านในต่างจังหวัด ที่ต้องเผชิญกับมลพิษต่างๆ เราควรจะเกื้อกูลให้สิ่งเหล่านี้เกิดมากขึ้น ผมเชื่อว่า ในไม่ช้าจะมีรุ่งอรุณของกระบวนทัศน์ใหม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะทันใจพวกเราหรือเปล่า ไม่มีใครรับรองได้
ผมสะสมข้อมูลไว้มาก เมื่ออ่านบทความของคุณณัฐฬส ทำให้เห็นชัดเจนตรงกัน ว่าโลกมีกลไกที่เรียนรู้และปรับตัวเองอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะมีมนุษย์อยู่หรือไม่ก็ตาม แม้แต่ภูเขาไฟระเบิด ก็คือการปรับตัวของโลกเพื่อเข้าสู่สมดุล เหมือนร่างกายมนุษย์ ทั้งหมดนี้ ถ้าเรามีความรู้เรื่องนี้ดีมากขึ้นเท่าไร จิตสำนึกเราก็พร้อมที่จะรับรุ่งอรุณของกระบวนทัศน์ใหม่มากขึ้นเท่านั้น

อ.สุมน: ได้เรียนรู้จากคุณณัฐฬสมาก และติดใจประโยคหนึ่งในบทความที่ลูกชายถามพ่อว่า “ภูเขาข้างหน้า บริษัทอะไรสร้าง” คือรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างวัย ก่อให้เกิดความแตกต่าง ทั้งทางกาย ฐานความรู้ การคิด และโลกทัศน์ จะแตกต่างกันมาก เช่นนี้ละกระมัง ธรรมชาติจึงปรับให้คนอายุมากตายไปเสีย
อย่างไรก็ตาม คุณณัฐฬส ได้พูดถึง social ecology น้อยมาก ก็ขอฝากการบ้านว่า ควรจะดูลึกลงไปให้เรื่องดังกล่าวด้วย

นพ.ประเวศ: เรียน อ.สุมน ในทางชีววิทยา จะมี Apoptosis (programmed cell death) คือการโปรแกรมให้ตัวเองตาย เพื่อให้เซลล์ใหม่เกิดขึ้นได้ เซลล์ที่ไม่ยอมตายคือเซลล์มะเร็ง ซึ่งทำให้ระบบทั้งหมดเสียหาย ถ้าพิจารณาในทางสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วตายยากก็คือ ระบบราชการนั่นเอง

ถ้าเราดูสมองของคน นีโอคอร์เท็กซ์ ถูกสร้างไว้เพื่อบรรลุธรรมอย่างชัดเจน ในระยะไกลคนจะบรรลุธรรมหมด แต่จะต้องเรียนรู้จากปัญหา อย่างเช่นหลานผม จะชอบตะปบมุ้งลวด ผมต้องคอยบอกว่าอย่าตะปบเดี๋ยวมุ้งจะขาด เขาก็ไม่เข้าใจว่ามันจะขาดได้อย่างไร ต้องตะปบให้ขาดเสียก่อนจึงจะรู้ มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ต้องเกิดเรื่องก่อนจึงจะเรียนรู้ ถ้าเรามองให้ทะลุ ก็จะรู้สึกว่า พอทนได้ แต่ถ้าเรามองว่าจะตายแล้ว ไม่มีทาง เราก็จะทนไม่ได้ เช่นเรื่อง Chaordic คือมี chaos แต่ก็มี order ด้วย ถ้าเราทะลุ chaos ไปได้ ผมมองว่า ในที่สุดมนุษย์จะบรรลุธรรมหมด ด้วยนีโอคอร์เท็กซ์ที่เรามีอยู่

คุณวิศิษฐ์: ที่ อ.สุมน พูดคำว่า social ecology อ.ประเวศ พูดเรื่องนิพพานลักษณะของนีโอคอร์เท็กซ์ ซึ่งรวม prefrontal lobe หรือสมองส่วนหน้าเอาไว้ด้วย เรื่องเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน ที่ผมอยากจะพูดคือ ในกระบวนการเรียนรู้ จำเป็นต้องมี chaos ในระบบชีวิต จึงจะเกิดการเรียนรู้ ใน autopoiesis ที่แปลว่า self making เครือข่ายอันสลับซับซ้อนที่ดูเหมือนโกลาหลวุ่นวาย แต่มีระเบียบภายในอย่างยิ่ง จะมีการผลักดันตัวเองให้หนีสมดุล far from equilibrium แต่ยังคงมีสมดุลอยู่ ในภาวะนี้ ทำให้เกิดตัวเลือกของการเรียนรู้ โดยวงจรป้อนกลับทั้งหลายจะมีอยู่ ๒ ประเภท
ประเภทที่ ๑ ก่อให้เกิดสมดุล ซึ่งมีอยู่แล้วในระบบชีวิต (balance loop)
ประเภทที่ ๒ ไปดัน ไปขับเคลื่อน ให้เกิดการหนีสมดุล เรียกว่า amplifying loop เพราะสิ่งที่ก่อให้เกิดการขยายตัวของวงจร ที่ผลักดันมนุษย์ให้อยู่ในความไม่สมดุล ให้อยู่ใน vulnerability นั้น ก็เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เป็น sensitivity คือละเอียดอ่อนอย่างมหาศาล และถ้าใส่ตัวกวน (attractor) เข้าไป วงจรดังกล่าวก็จะคว้าหมับ แล้วขยายผลอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง transformation ในตัวบุคคลอย่างรวดเร็ว รุนแรง ในแง่ social ecology ก็คือ วงจร amplifying loop จะดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์ และในเครือข่ายก็จะมีวงจรสมดุลและวงจรขยาย ดังนั้น ถ้าคว้าหมับก็จะกระจายไปอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นถึงพลังจากการเคลื่อนตัวดังกล่าวได้ในอินเตอร์เน็ต แม้ในกระบวนการเรียนรู้ผ่านปากต่อปากก็เร็วมาก และมีคุณภาพ ทำให้ผมมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำอยู่ แม้ว่าอะไรที่ต้องเผชิญก็เผชิญ แต่เป็นการเผชิญอย่างมีความหวัง
นพ.โกมาตร: ในการประชุมที่หาดใหญ่ พระไพศาล ได้พูดสรุปในตอนท้าย ว่ามีฝรั่งถาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า ชาวพุทธเป็นอย่างไร ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ตอบว่า “Buddhist is a person who hopes for the best but prepares for the worst.” พระไพศาล บอกว่า เป็นนิยามที่ดีสำหรับทั่วๆ ไป แต่จิตวิวัฒน์ต้องไม่หวังมาก เพราะอยู่เหนือความคาดหวัง ที่เราประชุมในวันนี้ คือการเห็น the worst ด้วย แต่ก็เบิกบานได้

นพ.ประเวศ: ที่คุณวิศิษฐ์พูด คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่เกิดวูบ ถ้าอยู่ใน loop นั้น

Monday, May 9

เรียนรู้ ค้นหา และเข้าใจ ที่นาโรปะ*



ในห้วงเวลาปัจจุบันที่สังคมไทยกำลังริเริ่มแนวทางใหม่ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา หลายคนกระตือรือร้น เปี่ยมความหวัง อีกบางคนบ่นว่าเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่ กับอีกหลายกลุ่มที่มองการเปลี่ยนแปลงอย่างครั่นคร้าม เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ สานแสงอรุณ ได้มีโอกาสนั่งลงพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจทั้งสอง ณัฐฬส วังวิญญู(ณัฐ) และไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์(หลิน) ทั้งสองคนได้บินข้ามฟ้าไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันมีค่าจากมหาวิทยาลัยนาโรปะ สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยทางเลือกไม่กี่แห่งในโลกที่วางแนวทางการศึกษาอยู่บนพื้นฐานของการทำความเข้าใจในความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งรอบๆ ตัว และการทำความเข้าใจตนเองผ่านวิถีแห่งการภาวนา ลองฟังเรื่องราวของคนทั้งสองดู บางทีภาพการศึกษาในอุดมคติของสังคมไทยอาจจะฉายชัดในความเข้าใจยิ่งขึ้น

ณัฐฬส วังวิญญู
สนใจด้านวิทยาศาสตร์ จึงเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่นกีฬามหาวิทยาลัยควบคู่กับการเรียนที่ไปได้ดี แต่ทว่ากลับค้นพบความว่างเปล่าอยู่ภายในที่ทำให้การแสวงหาได้เริ่มต้น


“ผมเป็นเด็กเรียบร้อย เด็กเรียน เรียนเก่งมาตลอด แต่ไม่เคยได้ตั้งคำถามลึกๆ กับตัวเองแบบถึงรากถึงโคน แต่มีคุณอาคือคุณวิศิษฐ์ วังวิญญู ที่เวลาเจอกันเมื่อไหร่ จะตั้งวงและตั้งคำถาม ตอนนั้นเราอยู่ปีหนึ่ง เขาถามว่าเราอยากได้อะไร ผมบอกว่า ผมอยากได้เปอร์โยรุ่นใหม่ล่าสุดที่ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานลมน้อยที่สุด อะไรประมาณนั้น ตอบแบบวิศวะเลยนะ อยากได้ดีที่สุด อยากรวย อยากเป็นเหมือนคนอื่น แต่พอคุยไปเรื่อยๆ ก็เอ๊ะ.. ความสำเร็จที่มากับการศึกษาและการยอมรับของเพื่อนๆ มันก็ดีนะ แต่ว่าเรายังรู้สึกเคว้งๆอยู่ดี รู้สึกยังไม่ใช่คำตอบ ผมเล่นกีฬามหาวิทยาลัยด้วย ทั้งกีฬา ทั้งเรียน ในแง่ของชีวิตแคบๆ อันหนึ่งที่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่ามันแคบ พบว่ามีความว่างเปล่าบางอย่างอยู่ เลยเริ่มตั้งคำถาม หาหนังสือมาอ่าน หนังสือที่ไม่เกี่ยวกับวิศวะเลย หนังสือทางปรัชญา สังคมศาสตร์ แด่หนุ่มสาว สิทธารถะ ฯลฯ อ่านจนฟุ้งซ่าน ยิ่งอ่านยิ่งเหงา หาเพื่อนคุยไม่ได้ ถือย่ามเดินคนเดียวในเกษตร ไปทำกิจกรรมชมรมก็ไม่ได้ให้คำตอบกับตัวเองเท่าไหร่ มันไปช่วยเหลือคนอื่นหมด เข้าอนุรักษ์ มันก็ดี แต่ก็ยังเหลือพื้นที่สำหรับคำถามเยอะอยู่.. เราจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่มีความสุขได้อย่างไร”

“ผมเลยเริ่มสนใจพุทธศาสนา เริ่มอ่านงานท่านพุทธทาส เกือบจะเรียนไม่จบมีอยู่เทอมหนึ่งเกรดตกมาก เกรดเฉลี่ยอยู่ที่ ๐.๒๕ พ่อแม่ก็เป็นห่วง ตอนหลังก็จบจนได้ ใช้เวลาไป ๕ ปี ตอนจบผมมีความตั้งใจจะบวช เพราะการอ่านไม่สามารถให้คำตอบเชิงประสบการณ์ตรงได้ มันเตรียมแค่เรื่องความคิด เลยไปบวชที่เชียงราย และใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่กับหลวงพี่ไพศาล(พระไพศาล วิสาโล) ที่วัดป่ามหาวัน จ.ชัยภูมิ แล้วกลับไปจำพรรษาที่เชียงราย รู้สึกว่าได้อะไรเยอะ ตั้งใจจะบวชแค่สามเดือน แต่พออยู่ไปๆ ได้มีเวลาอ่านหนังสือ ได้ใคร่ครวญ ได้เขียนบันทึกสะท้อนภาพชีวิตตนเอง จนครบ ๑ ปี จึงสึกออกมา”

“ช่วงนั้นอาผมเป็นบรรณาธิการปาจารยสาร(ฉบับหัวกะทิ) ผมเลยมาช่วยแล้วจับพลัดจับผลูได้ไปทำงานเป็นผู้ประสานงานเสมสิกขาลัยกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กับพี่ประชา(ประชา หุตานุวัตร) มีโอกาสได้สัมผัสกลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับการศึกษาทางเลือกรวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ แต่ประเด็นการศึกษาทางเลือกค่อนข้างจะเด่น เลยได้รู้จักกับ อิไลแอส (Elias Amidon) และราเบีย (Elizabeth Roberts) ซึ่งมาสอนเรื่องนิเวศวิทยาแนวลึกในเมืองไทย ก็ไม่ได้คิดว่าจะไปเรียนนาโรปะ แต่พอทำงานได้สักพักเกิดมีความคิดว่าอยากจะไปพักผ่อนเก็บเกี่ยวประสบการณ์... จริงๆ ตามผู้หญิงไป(หัวเราะเสียงดัง) เป็นอาสาสมัครฝรั่ง ผมเลยไปเยี่ยมบ้านเขา เขาเป็นคนที่สนใจพุทธศาสนาและพยายามแสวงหาสมดุลให้กับชีวิต พ่อผมเองก็อยากให้เรียนต่อแต่ยุให้เรียน ด้านMBA”

“จึงเริ่มคิดเรื่องเรียนต่อ แต่ภายหลังจากบวช หากจะไปทำอะไรผมก็อยากให้มีเรื่องการภาวนาอยู่ด้วย อยากให้ตรงนี้เป็นส่วนหลักของชีวิตมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นนั่งหลับตาหรือภาวนาแบบไหนก็ตาม อาจารย์สุลักษณ์จึงแนะนำสองแห่งคือนาโรปะกับชูมาร์กเกอร์ คอลเลจ ผมเลือกนาโรปะเพราะรู้จักกับคุณอิไลแอส ซึ่งต่อมาเขาก็เป็นอาจารย์ผม ผมส่งใบสมัครไป มีแรงฮึดขยันภาษาอังกฤษขึ้นมา ๑ เดือน พอไปสอบก็ผ่านเกณฑ์ ตอนนั้นปี ๑๙๙๕ อายุประมาณ ๒๓ ปี ตอนแรกผมสนใจจิตวิทยาเชิงพุทธ สนใจในแง่ว่าเราจะไปทำงานเกี่ยวกับการบำบัดด้านในของคนได้อย่างไร แต่เนื่องจากผมมีปริญญาทางวิศวะ เขาก็เลยไม่ให้เข้า เขาต้องการคนที่เคยมีพื้นฐานทางจิตวิทยามาบ้าง เขาบอกให้ผมสมัครเข้าอย่างอื่น ผมจึงเลือกสาขาผู้นำสิ่งแวดล้อม (Environmental Leadership) ซึ่งเป็นคณะที่ใหม่มาก รุ่นผมเป็นรุ่นที่ ๒ ของปริญญาโท ก็ไปสอบสัมภาษณ์ ไปเป่าขลุ่ยให้เขาฟัง เหตุผลที่ผมเลือกคณะนี้เพราะเป็นคณะเดียวในนาโรปะที่มีการสำรวจความรู้เกี่ยวกับการอธิบายโลก ว่าโลกมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร การเกิดขึ้นของทุนนิยม โลกาภิวัฒน์ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์และโลก รวมไปถึงทฤษฎีที่เขานำมาใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายคือทฤษฎีระบบ(System theory) ซึ่งเป็นหลักอันเดียวกับอิทัปปัจยตาของพุทธศาสนา คิดว่าน่าสนใจผมเลยเลือกเรียน”

บรรยากาศภายในนาโรปะ
“ตอนแรกที่ผมไปก็จินตนาการว่า คงเหมือนแบบตักศิลา อยู่ที่นั่นปลูกผักกินเอง.. ไม่ใช่เลย(ส่ายหน้าช้าๆ) เป็นโรงเรียนอนุบาลเก่าที่เขายกที่ให้ อยู่ใจกลางเมืองโบลเดอร์ ในรัฐโคโรลาโด เป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยของรัฐอยู่ คล้ายๆ เชียงใหม่ อยู่ใกล้ภูเขา กิจกรรมของร้าน ธุรกิจเติบโตได้เพราะมหาวิทยาลัย นาโรปะอยู่ที่นั่นก็เป็นส่วนนิดเดียว ห้องสมุดของตัวเองเล็ก เลยต้องไปใช้ของมหาวิทยาลัยอื่นด้วย มีอาคารเล็กๆ ๒-๓ อาคาร ใช้เรียนใต้ต้นไม้บ้าง สนามหญ้าขนาด ๓-๔ ไร่ บ้าง นักศึกษาส่วนใหญ่จะพักอยู่ข้างนอกเพราะไม่มีอาคารหอพักให้”

“ช่วงแรกจะรับเฉพาะคนที่เรียนจบอนุปริญญาแล้วมาสอนต่ออีก ๒ ปีก็จบ ตอนนี้รับตั้งแต่ปี ๑ คล้ายกับมหาวิทยาลัยบ้านเรา เด็กมัธยมที่เข้ามาเรียนปริญญาตรีก็น่าสนใจ ผมมองว่าสังคมอเมริกันเริ่มเปลี่ยน มีคนที่เปลี่ยนความคิด หันมาให้คุณค่ากับแนวทางนี้ มีงานวิจัยออกมาชื่อ cultural creative พบว่าคนที่คิดเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องหยิน-หยางและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองมากขึ้น ในอเมริกามี ๒๕% แล้ว”

“นักศึกษาที่มาที่นาโรปะส่วนใหญ่เป็นพวกที่ต้องการรู้จักตัวเอง มาพร้อมกับสำนึกทางสิ่งแวดล้อม เพื่อสังคมอยู่บ้าง แต่หลักๆ แล้วต้องการรู้จักตัวเอง บางคนอาจมีพื้นฐานทางครอบครัวที่พ่อแม่สนใจแนวทางนี้แต่เพื่อนผมส่วนใหญ่พ่อ-แม่เลิกกัน เขาก็ได้มาจากเพื่อนบ้าง บางคนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกาใต้ พ่อของครอบครัวอุปถัมภ์สนใจพุทธศาสนาเขาก็มาสนใจบ้าง ผมก็ไม่แน่ใจว่าคนพวกนี้มาจากไหน ๙๕% ของนักศึกษาที่นั่นเป็นฝรั่ง อเมริกันมากที่สุด มียุโรป อินเดีย อาฟริกา เอเชียอยู่บ้าง”

เรียนอะไรกันบ้าง
“วิชาของที่นี่เป็น MA-master of Arts(มหาบัณฑิตศิลปศาสตร์) ไม่ใช่สายวิทยาศาสตร์ การเรียนประกอบด้วย ๓ เรื่องใหญ่ๆ คือ ๑. โลกข้างนอก ๒. โลกข้างใน และ ๓. การทำงานแบบกลุ่ม ในแต่ละเทอมจะมีองค์ประกอบของทั้งสามอย่างนี้ไปด้วยกัน และในกลุ่มเล็กๆ อย่างในกลุ่มของผมมีแค่ ๑๒ คน ก็จะสนิทกันมาก”

“เรื่องโลกข้างในเป็นวิชาการเข้าใจตัวเอง มีทั้งภาวนา ศิลปะ เป็นพุทธแต่ไม่ได้ใช้คำว่าพุทธ เขาใช้คำว่าวิชาว่าด้วยการสะท้อนภายในเพื่อเข้าใจโลกและตัวเอง (contemplative study) นาโรปะก่อตั้งมาโดยเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ซึ่งเป็นลามะธิเบต จึงนำพุทธศาสนาแบบธิเบตมาเป็นพื้นฐาน เป็นเครื่องมือของความรู้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นศิปละ ดนตรี จิตวิทยา กวี ทุกอย่างกลับมาเรื่องพุทธคือ ปัจจุบันขณะคือพื้นฐานขององค์ความรู้ทั้งหมด ถ้าไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันขณะได้องค์ความรู้นั้นไม่จริง ความรู้นั้นบิดเบือน สาขาผู้นำสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกันจะมีการภาวนา เขาพยายามสอนให้ศาสนาไหนก็มาเรียนได้ ไม่ต้องมานับถือ ไม่ต้องเปลี่ยนพระเจ้าของตนเอง ถือว่าเป็นเพียงเครื่องมือ ปณิธานของนาโรปะต้องการให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่ชุมชนพุทธ แต่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพุทธ เขาถึงเรียกว่าเป็น Buddhist inspired University”

“ยกตัวอย่างในแง่สิ่งแวดล้อม องค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาของชนเผ่าพื้นเมือง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก เขาเอามาผนวกกับพุทธ เอามาผนวกกับคริสต์ดั้งเดิมว่ามองขบวนการนิเวศวิทยาอย่างไร การไม่เอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง มีอยู่ในทุกศาสนาไม่ใช่พุทธอย่างเดียว ความประทับใจอันหนึ่งอาจเป็นเพราะความเป็นวัชรยานก็ได้ คือการพยายามกลับไปสู่ความเป็นธรรมดา ตรุงปะพยายามกระชากหน้ากาก ดึงให้ทุกคนลงมาติดดินให้หมดในแง่ความคิด เป็นธรรมดาให้มากที่สุด พิธีรีตองจะไม่ค่อยมี จะเป็นพิธีที่พยายามประยุกต์เข้ากับการศึกษา ที่นั่นมีลักษณะของบ้าน วัด โรงเรียน เพราะเป็นชุมชนเล็กๆ มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ ๗๐๐ คน ซึ่งถือว่าเล็กมากๆ การสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ก็จะง่ายเพราะมันเล็ก นั่นเรื่องความธรรมดา“

“และถ้าไปดูการสอนของเขาจะไม่มีภาษาบาลีเลย แต่เป็นเรื่องธรรมะทั้งนั้น ลูกศิษย์ที่มาช่วยล้วนเป็นคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการภาวนาร่วมกับเชอเกียม หลายคนเป็นศิลปินก็มาช่วยร่วมกันก่อตั้ง และสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆให้กับสถาบันของตัวเอง อันนี้ผมว่าน่าสนใจ ไม่ใช่เอาไบเบิ้ลหรืออะไรมาสอน แต่พยายามหาว่า อย่างวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่หากตีความแบบพุทธศาสนาจะเป็นอย่างไร วิทยาศาสตร์แบบมีจิตวิญญาณได้มั้ย คนสอนก็พยายามตั้งคำถามไปพร้อมๆ กับที่เขาสอน ทำให้ไม่มีบรรยากาศของการยัดเยียด”

“แต่บางวิชาก็ต่างกันไปมีลักษณะของการเลคเชอร์ บรรยายเหมือนกัน แต่อย่างวิชากระบวนการกลุ่ม การแก้ไขความขัดแย้งในกลุ่ม ก็จะบรรยายไม่ได้ ต้องให้สำรวจความขัดแย้งภายในกลุ่ม ใต้โต๊ะให้เอามาวางบนโต๊ะ มาดูกันจะจะ เอาแว่นขยายมาส่อง บางคนทนไม่ได้เดินออกจากห้องเลย เป็นการใช้ความรู้สึกเข้ามาเรียนมารับรู้ประสบการณ์ตรง บางคนร้องไห้ มีอยู่ครั้งเป็นวิชาความรุนแรงในสังคม และวิทยากรให้พวกเราถกกันเรื่องประเด็นการเมืองระหว่างเพศ (gender) ภายในเวลา ๑๐-๑๕ นาที ลุกฟึ่บขึ้นมาเป็นไฟเลย ผู้หญิงจะพูดก่อน พวกผู้ชายก็จะบอกว่าอายุฉัน ๔๐ กว่าแล้วนะ อุตส่าห์เป็นผู้ชายที่ดี มานั่งห้องนี้ มาเรียนแล้วยังโดนด่าอีก แล้ววิทยากรก็จะร่ายวิทยายุทธ์ออกมาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง สนุกเหมือนกัน แต่บางทีมันใช้พลังทางอารมณ์เยอะ เปิดแผลออกมาใหญ่ ถ้าวิทยากรไม่แน่ใจจริงๆ คุมสถานการณ์ไม่ได้ก็อาจเกิดความโกลาหล”

“ตามหลักสูตรแล้วปริญญาโทเรียน ๒ ปี แต่ผมเรียนนานหน่อย เพื่อนที่เรียนด้วยกันก็เรียน ๒ ปีครึ่ง หรือ ๓ ปี เพราะทำงานด้วย ส่วนใหญ่คนที่มาเรียนจะทำงานด้วย เพราะค่าเรียนค่อนข้างแพง ได้ทุนการศึกษาก็ยังไม่พอเพราะเขาให้เพียงบางส่วน นาโรปะเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่เหมือนมหาวิทยาลัยทางเลือกอื่นที่มีทุนมาก อาจารย์ส่วนใหญ่มาด้วยใจ บางคนทำงานร้านอาหารเพื่อให้มีเงินใช้จ่าย บางคนมีเงินแล้วก็มาช่วยเต็มที่”

“เสน่ห์อันหนึ่งคือ ตอนที่ผมเรียนมีวิชาให้นักเรียนออกแบบหลักสูตรเอง คล้ายๆ เรียนแบบผู้ใหญ่ อยากเรียนเรื่องอะไร จะเลือกอาจารย์คนไหน กำหนดตารางอ่านหนังสือเอง ผมก็ขออาจารย์คนหนึ่งมาสอนผมเรื่องเศรษฐศาสตร์โลกาภิวัฒน์ ผมอยากจะรู้ เขาก็นัดกินกาแฟด้วยกันทุกวันศุกร์ คุยกันไป ผมก็เขียนที่ผมเข้าใจให้เขาอ่าน เขาก็แก้ไขให้ และก็เปรียบเทียบว่าคิดแบบระบบเป็นอย่างไร คิดแบบเป็นเส้นตรงเป็นอย่างไร คิดอย่างไรถูก คิดอย่างไรผิด อันนี้ผมว่าเป็นเสน่ห์อีกอันคือ อาจารย์มีเวลาแลกเปลี่ยนบางทีไม่ได้เป็นเรื่องเรียนเลย คุยกันเรื่องส่วนตัว การเรียนไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้อง เขาจะเห็นพัฒนาการของนักเรียนด้วย ในการประเมินผลก็จะมีให้นักเรียนประเมินกันเอง นักเรียนประเมินอาจารย์และอาจารย์ประเมินเรา”

“การอ่านหนังสือก็แล้วแต่วิชา แต่จะมีให้อ่านทุกวิชา อย่างวิชาที่เป็นนามธรรมหน่อย เช่นการเปลี่ยนแปลงสังคม ประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมมนุษย์และธรรมชาติ ก็อ่านเยอะ อ่านกันจนท้อเลย อาจารย์กำหนดให้ อ่านแล้วต้องไปคุยกับเขา ต้องเขียนรายงานก็เหมือนทั่วๆ ไป อาจมีให้นำเสนอหน้าชั้น“

“โดยรวมแล้วเป็นบรรยากาศแบบตะวันออกเพียงแต่ไปอยู่ตะวันตก คือเป็นวงกลม นั่งพื้น และมีภาวนาก่อนเรียนประมาณ ๕ นาที แล้วจะคารวะกัน ก่อนเลิกชั้นก็ภาวนา ส่วนใหญ่จะเป็นบรรยากาศนี้ แต่นั่งเรียงแถวแล้วอาจารย์อยู่ข้างหน้าก็มี แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวงกลม นั่งเก้าอี้ก็มี แต่เน้นการนั่งกับพื้น”

ประสบการณ์แห่งการแปรเปลี่ยนและความเข้าใจ
“มีอยู่วิชาหนึ่งชื่อวิชา “ประสบการณ์จากธรรมชาติ” (Wilderness experience) เป็นวิชาที่ไม่ต้องใช้หนังสือเลย พาไปทะเลทรายไปอดอาหาร ๓ วัน อันนี้ไม่ต้องใช้หนังสือ หนังสือเล่มใหญ่คือธรรมชาติ เขาใช้วิธีแบบอินเดียนแดง คืออินเดียนแดงบอกว่า คนเราที่จะเรียนรู้ จะมีคำถามใหญ่ๆ ของชีวิต เช่นอาจจะถามว่า ชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร บางคนสับสนว่าหน้าที่ของเราคืออะไร บางคนอาจเป็นผู้นำ บางคนเป็นผู้ตาม บางคนว่าเอ..ชีวิตคู่เราไม่ค่อยราบรื่น เราจะทำอย่างไร จะมีคำถามใหญ่ๆ มากับวิกฤตการณ์ของชีวิต อินเดียนแดงจะส่งคนสับสนเข้าไปในธรรมชาติ ไปอยู่ไปภาวนา ไม่พูดกับใคร พูดกับธรรมชาติได้ แล้วรองรับคำถามนี้ไว้ แล้วปล่อยให้คำตอบผุดขึ้นมาเอง อินเดียนแดงเรียก Vision Quest Quest คือการตั้งคำถาม Vision คือภาพนิมิต คล้ายๆ เหมือนการบวชของอินเดียนแดง ส่งหนุ่มน้อยเข้าไปบวชกับธรรมชาติแล้วกลับมาเล่าให้ฟัง ผู้อาวุโสจะฟัง แล้วช่วยตีความเชิงสัญญลักษณ์ จะรู้เลยว่าเด็กคนนั้นมีหน้าที่อะไร และจะได้ชื่อใหม่ด้วย อันนี้เขาก็เอามาใช้กับที่ผมเรียน”

“เราไปอยู่ทะเลทรายทั้งหมด ๑๐ วัน เตรียมพร้อม ๒-๓ วัน แล้วออกไปอยู่คนเดียว เข้าเงียบ เพื่ออธิฐานที่จะรับบทเรียนจากธรรมชาติ อดอาหาร ๓ วัน จนครบก็กลับออกมา แล้วมาเล่าให้ฟังว่าบทเรียนอะไรที่เราเรียนรู้จากธรรมชาติแล้วคำถามเราได้รับการตอบมั้ย บางทีการตอบคำถามในธรรมชาติอาจจะไม่ใช่ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ คุณต้องมีหน้าที่ไปเยียวยาโลก เยียวยาธรรมชาตินะ มันไม่ใช่ แต่จะเป็นแบบว่านกฮัมมิ่งเบิร์ดบินเข้ามา มีแมงมุมมาไต่ขา อาจารย์จะทำหน้าที่สำคัญคือตีความปรากฏการณ์เหล่านี้ เขาเรียกจิตวิทยาเชิงนิเวศ (ecopsychology) เพราะเขาถือว่าไม่ใช่เป็นการบังเอิญ การที่มดเลือกที่จะไต่เข้ามาหาคุณ ณ เวลานั้นที่คุณตั้งคำถามหนึ่งอยู่ในใจ เป็นปัจจุบันขณะ มันสะท้อนอะไร มีนัยยะสำคัญว่าอะไร”

“ประสบการณ์ของผมตอนนั้น ผมไม่เชื่อนะ ผมอาจจะถูกวิทยาศาสตร์ล้างสมอง ผมไม่เชื่อว่าธรรมชาติจะสอนผมได้ และผมก็ไม่โกหกตัวเองด้วย ผมไม่เชื่อ ผมก็บอกว่าไม่เชื่อ เวลาอาจารย์ตั้งคำถามว่าผมตั้งคำถามอะไร ผมบอกว่า ผมตั้งคำถามว่า คำถามอะไรที่เหมาะสมที่ผมควรจะตั้ง อาจารย์บอก เออ..เออ..อันนี้ก็ได้ แล้วออกไปดูแล้วกัน (หัวเราะ) ปรากฏว่า ที่ที่ผมเลือกไปมันอยู่ทางทิศตะวันตก อยู่ใกล้หน้าผา สวยมากเป็นแคนยอน คล้ายวิหารศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ แต่ตกลงไปตายเลย ทะเลทรายที่นั่นไม่ใช่แบบเป็นทรายนะ เพียงแต่ไม่มีน้ำ มีต้นไม้แบบพุ่มบ้าง อากาศแห้งมาก“

“จุดที่ผมเลือกเป็นทางทิศตะวันตก ไกลออกไปที่สุดเลย ๑ กิโลเมตร ผมมาคิดยังว่าผมคิดผิด อดอาหารไป ๓ วันเดินกลับมาแทบไม่ได้ แล้วมันขึ้นเขาลงเขาด้วย ไปอยู่ตรงนั้นผมทำทุกอย่างเลยเพื่อจะแสวงหาว่าคำตอบนั้นคืออะไร ทั้งตีลังกา แก้ผ้าเดิน ทำหมดเลย ก็ว่าเอ..เราจะได้คำตอบมั้ย เขาไม่ให้ใช้เต้นท์ด้วยให้ใช้ผ้ายางกันน้ำค้าง ไม่ให้เรารู้สึกปลอดภัย แต่ไม่ใช่ให้เราไปเสี่ยงอันตรายนะ แต่เรามีแนวโน้มที่จะสร้างความปลอดภัยให้ตัวเอง หากมีเต้นท์ก็คงไม่ไปไหนอยู่แต่่ในเต้นท์ มีอยู่คืนหนึ่งบนยอดเขา ผมเอาหินมาวางเรียงกันเป็นวงกลม บอกตัวเองว่าคืนนี้จะตรัสรู้ล่ะ แล้วเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น(หัวเราะ) ก่อนออกไปอยู่วิเวกเขาก็สอนการสร้างพิธีกรรมด้วยตัวเอง การสร้างพิธีกรรมมันช่วยสื่อได้ ให้อธิษฐานเชิญผู้คนที่เราคุ้นเคย รัก ผมก็เชิญพ่อแม่มา ผู้อาวุโสทั้งหลายที่จะให้ภูมิปัญญาเรา ช้าง สิงสาราสัตว์ทั้งหลายเรียกมาให้หมด เหมือนกับเรียกฟ้าเรียกฝน.. ไม่มีเหตุการณ์ประหลาดอะไรเกิดขึ้น แต่วิธีการที่ผมไปตั้งคำถาม ฟังมัน ท้องก็หิวจ้อกๆ วันที่สองผ่านไป เห็นเครื่องบิน บินผ่านก็จินตนาการว่ามีขนมอะไรบนเครื่องบ้างนะ น่าจะหล่นลงมาบ้าง พวกถั่วลิสงอบเนยยิ่งดี”

“อาจารย์เขาตีความว่า ผมเลือกไปทางทิศตะวันตกอันหนึ่งเพราะว่า ตะวันตกในความหมายของอินเดียนแดงคือการตั้งคำถามกับตัวเอง วัยรุ่นจะอยู่ทางทิศตะวันตกเยอะ จะอยู่กับตัวเอง ตัวเองยังไม่เข้าใจตัวเองว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร ทำอะไร ไม่สามารถจะเคลื่อนไปสู่ทิศเหนือได้ ทิศเหนือคือทิศที่พร้อมจะทำงานรับใช้ชุมชน รับใช้ผู้อื่น รับใช้ตนเอง วัฒนธรรมเรา(สังคมสมัยใหม่)ส่วนใหญ่ติดกับทิศตะวันตกและทิศใต้ ทิศใต้เป็นทิศของการเกิด เป็นเด็ก เรื่องกาย เรื่องเซ็กส์ สังคมเราติดเรื่องกายมาก เรื่องเซ็กส์ด้วย ติดอยู่ทิศตะวันตก ความมืด วัยรุ่น และการสับสนในตัวเอง แต่ต้องการเสียงสะท้อนให้ตัวเองมากเพื่อจะรู้ที่ทางว่าจะเคลื่อนไปยังทิศเหนืออย่างไร และจะเคลื่อนไปยังทิศตะวันออกอย่างไร ทิศตะวันออก คือการชื่นชมกับสิ่งที่เราทำ คนที่ปฏิบัติธรรมแล้วพอผ่านระยะหนึ่งจะมาอยู่ทิศนี้ แต่มันจะวน ชีวิตของคนเราจะวน”

“อีกอันหนึ่งที่อาจารย์เขาบอกว่า ผมเลือกไปอยู่ทิศตะวันตกเพราะผมต้องการที่จะเข้าใจเสียงข้างในของตัวเอง เสียงของตัวเองคืออะไร ผมถูกเลี้ยงมาเสียงมันบอด เหมือนเปียโนที่กดไปไม่มีเสียง เขาบอกว่าให้เคลมหรือให้สิทธิ์กับเสียงตัวเอง เคลมความเข้าใจตัวเอง เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเคลม อ้างอำนาจของพื้นดินให้เป็นพยานว่าพระองค์ตรัสรู้ คือทุกคนมีที่ทางของตัวเอง มีเสียงข้างในของตัวเอง การศึกษาต้องให้เขาได้ยิน รับรู้และเคลมเสียงข้างในของตัวเอง ยิ่งเราเป็นเอเซียต้องทำตามผู้ใหญ่ว่า เราไม่มีเสียงของตัวเอง อย่างน้อยตัวผมเป็นนะ ทีนี้การเปิดหลอดเสียงของตัวเอง ในทางจิตวิญญาณก็มีค่ามาก แทนที่มันจะอยู่เงียบๆ อย่างนั้น”

“วันที่ ๓ มันเริ่มชัด วันที่สองยังทุรนทุรายกับความทรมาน อาจารย์เขาเปรียบเทียบได้ดีว่า การที่เราอดอาหาร หนึ่งมันอยู่ในวิถีปฏิบัติของทุกศาสนา รวมทั้งศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาจัดตั้งด้วย เช่น ศาสนาของชนเผ่าทั้งหลายเขาก็มี มันไม่ใช่แค่การล้างร่างกาย มันยังล้างใจด้วย เหมือนกับระฆังที่เอาสิ่งอุดตันออกให้หมด ถ้าออกหมดจริงๆ พอตีปั๊บระฆังจะกังวาน...ไกลมาก”

“สิ่งที่ชัดในวันที่ ๓ คือ ร่างกายเราช้าลง เราเคลื่อนไหวได้ไม่เร็ว ค่อนข้างเพลียนิดหน่อย อีกอย่างหนึ่งคือระบบบัดดี้(Buddy) คืออยู่ใกล้ๆ กัน แต่ไม่เห็นไม่ได้ยินกัน บัดดี้ต้องหมายที่ไว้สักที่ เอาหินทำเป็นวงกลมไว้แล้วเอาก้อนหินใส่ตรงกลาง คนหนึ่งมาเอาหินออกตอนเช้า อีกคนไปเอาหินเข้าตอนเย็น เพื่อให้รู้ว่ายังปลอดภัย ทุกวันก็ต้องเดินไป แต่ละจังหวะพอร่างกายมันช้าลง การรับรู้มันใหม่ รับรู้ว่าชีวิตที่มันธรรมดามันก็ดี ผมอธิบายไม่ถูก มันมีปีติอะไรบางอย่าง บางทีเราไม่รู้ว่าเราเรียนรู้อะไรบ้างเท่ากับที่เราเรียน แต่มันกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเราแล้ว”

“อันหนึ่งที่เปลี่ยนคุณลักษณะบางอย่างข้างในผมเมื่อกลับมาสู่สังคมปกติ คือความไม่กลัวบางอย่าง ความไม่กลัวความทุกข์ ความไม่กลัวเปราะบาง อันนี้เป็นอันหนึ่งที่นาโรปะพูดถึงเป็นประจำคือความเปราะบาง เราทุกคนถูกเลี้ยงมาให้พยายามสร้างกำแพงแกร่งเพื่อปกป้องตัวเอง ตัวเราเปราะบางไม่ได้ ต้องมีท่าทาง สร้างภาพลักษณ์ เพื่อให้ตัวจริงไม่โดนทำลาย การกระเทาะสิ่งเหล่านี้ออกไปทำให้เรารู้สึกดิบแต่ไม่เถื่อน เปราะบางได้ จะมีภัยมีอะไรมา ไม่เป็นไร ตรุงปะบอกว่า ความกล้าไม่ใช่สภาวะซึ่งปราศจากความกลัว แต่เป็นสภาวะของจิตใจที่กล้าเผชิญหน้ากับความกลัวอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือความไม่กลัว หรือ fearless คือไม่ใช่ว่าปราศจากความกลัว แต่กล้าที่จะเผชิญกับมันตรงๆ เขาบอกว่าเปลือยสิ่งห่อหุ้มของใจออกเสีย วิธีการเอาธรรมะมาพูดแบบที่เขาทำนั้น ผมรู้สึกว่ามันสื่อกับคนอย่างเรา กับคนยุคใหม่ได้”

“และตอนนั้นประเด็นเรื่องความตายก็อยู่ในแวดวงของนาโรปะ มีอาจารย์มาสอนเรื่องความตาย การตายอย่างมีสติ พวกเราทุกคนแม้อายุ ๒๐ กว่าก็เตรียมตัวตายกัน พอพร้อมที่จะตายก็ทำอะไรก็ได้ ดีอย่างที่ไม่ต้องไปเน้นเรื่องศีลธรรม ศีลธรรมของนาโรปะต้องมาจากใจ หมายความว่าบางคนก็กินเหล้า สูบบุหรี่ แต่มันไม่ใช่ประเด็นหลัก เถรวาทอาจไม่เห็นด้วย แต่ผมว่ามันมีคุณค่าอะไรบางอย่างอยู่ ไม่ตัดสินอะไรง่ายๆ ไปพ้นกรอบความคิดเรื่อง เป็นคนอย่างไรถึงจะดี”

“อันนี้เป็นหลักสูตรบังคับของสาขาสิ่งแวดล้อม หรือสาขาจิตวิทยาที่เรียนทุกสำนักไม่เฉพาะพุทธ เรียนเพื่อรับรู้ว่าไอ้การไม่มีตัวตนเป็นอย่างไร การไปอยู่กับธรรมชาติ ธรรมชาติช่วยเราอย่างไร การไปอยู่ในเมือง ไปอยู่กับความทุกข์มันก็ช่วยอย่างหนึ่ง ทุกอย่างเป็นครูได้หมด ครูเป็นแค่คนพาเราไปผ่านประสบการณ์ ช่วยบิดผ้าให้แห้ง บิดจนหยดสุดท้ายออกมา ครูนี่สำคัญ บางทีเขาต้องเก่งพอที่จะบอกว่ามีรอยดำด่างอยู่ตรงนี้ คุณต้องพร้อมเอามันออกเองนะ เราเอาออกให้คุณไม่ได้ บางคนมานาโรปะ ไม่พร้อมจะเปิดตรงนี้ก็มีปัญหา สังคมอเมริกันยังไม่ค่อยเปิดเรื่องอารมณ์ บางทีเราเห็นฝรั่งกอดกันแต่บางทีเรื่องอารมณ์ปิดนะ โดยเฉพาะอารมณ์ที่เปราะบาง ผู้ชายจะมีเกราะมาก ซึ่งอันนี้ครูต้องถลกลงมาให้หมดเลย ถ้าคุณจะเรียนรู้อะไรสักอย่างจะเอาไว้อย่างนี้ไม่ได้ กระบวนการสำคัญมาก เผลอๆ ยิ่งกว่าเนื้อหาอีก คุณไม่เปิดคุณก็เรียนอะไรไม่ได้เลย ไปเรียนที่อื่นเถอะ หลายคนมานาโรปะก็ผิดหวัง”

ไปเรียนหลายอย่างกลับมาเมืองไทยแล้วทำอะไรอยู่
“ผมเรียนได้ ๒ ปีครึ่ง พอดีอาจารย์อิไลแอสชวนผมกลับมาช่วยงาน ธรรมยาตราที่เชียงใหม่** ผมเลยถือโอกาสกลับมา แต่ในช่วงเดินป่าก็มีงานจัดทำแผนที่ลุ่มน้ำ และผมเรียนเรื่องแผนที่มาบ้าง เลยกลับมาทำแผนที่ให้กับปกากะญอ เป็นงานวิจัยด้วยและเป็นวิทยานิพนธ์ด้วยอยู่ ๑ ปี และช่วยจัดธรรมยาตราอีกปี ช่วยจัดทำกระบวนการร่างคำประกาศของปกากะญอเรื่องสิทธิและหน้าที่คนอยู่ป่า ก็เป็น ๓ อันหลักๆ”

็”ทำแผนที่ก็สนุกดี ตอนนี้เรื่องป่าชุมชนกลายเป็นประเด็นที่ชาวบ้านต้องมาแก้ไข ต้องเข้ามามีส่วนร่วมเต็มที่ แผนที่เป็นเครื่องมือทำให้ชาวบ้านที่อยู่กับป่าและรักษาป่าจริงๆ.. ถ้าพวกที่รักษาไม่จริงก็ไม่มีแผนที่ ให้พวกที่รักษาป่าจริงๆ ได้ใช้เป็นเครื่องมือที่จะสื่อสารกับสังคม มันยืนยันได้ว่าความเป็นจริงคืออะไร แผนที่ไม่ใช่การลงรายละเอียดเรื่องราวทางกายภาพอย่างเดียว แต่มันจะมีในส่วนของวัฒนธรรมด้วยว่า เราเชื่อเรื่องป่าอย่างนี้นะ ป่าศักดิ์สิทธิ์ ป่าสะดือ ป่าผี ป่าเรือน และสายน้ำแต่ละสาย ห้วยแต่ละห้วย มีเรื่องราว มีชื่อท้องถิ่น ที่ไม่ปรากฏในแผนที่ทหาร แผนที่ท่องเที่ยวเลย มันมีเรื่องราวอย่างไร ทำแล้วสนุก ผมจดไม่ทันเลย มีแผนที่ผึ้ง แผนที่หมี แผนที่ชายเครายาว และอีกหน่อยเขาจะไปใช้ทำหลักสูตรการศึกษาท้องถิ่นของเขาได้ด้วย แต่ประเด็นที่เขาไปใช้หลักๆ คือเรื่องสิทธิในการที่จะได้อยู่กับป่าอยู่ในที่ที่เขาอยู่มานานแล้ว การโยกย้ายแผนที่ป่า ไร่หมุนเวียน แตกต่างจากไร่เลื่อนลอยอย่างไร เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ขณะเดียวกันในกระบวนการทำแผนที่ ผมในฐานะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญผมไปสอนเขาทำ ให้คนเฒ่าคนแก่ผู้หญิงผู้ชายมานั่ง และให้คนที่มีความเชื่อมั่นในการขีดเขียนพวกเยาวชนมานั่งฟัง เล่าไปก็ระบายสีไป สนุก เด็กก็ได้เรียนด้วย ใช้ทำในหมู่บ้านเลยไม่ได้เกณฑ์ให้เขาเข้ามาทำในเมืองใหญ่ โดยตัวกระบวนการมันเป็นการเอาข้อมูลความรู้เชิงนิเวศของแต่ละคนมาแบ่งปัน บางคนก็เถียงกันว่า ห้วยนั้นเมื่อก่อนไม่ใช่อย่างนั้นนะ จะได้สร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาด้วย ไม่ใช่เป็นการรื้อฟื้นความจำหรือความรู้ที่มีอยู่เท่านั้น ปีหน้าคิดว่าจะจัดทำเพิ่มเติมร่วมกับองค์กรที่ทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ด้วย”

“หลังจากนั้นผมกลับไปอเมริกาไปนำเสนอวิทยานิพนธ์ เขาทำน่ารักนะ เขาจะประกาศไปทั่วว่านักเรียนคนนี้จะมาเสนอวิทยานิพนธ์แล้วนะ มากินข้าว เขาเรียก brown bag lunch คือมานั่งกินข้าวในถุงก๊อบแก๊บสีน้ำตาลกัน แล้วก็มาฟัง คล้ายๆ แบบน้องชายกลับมาไกลมาเล่าให้ฟังว่าไปไหน ทำอะไรมา ไม่ใช่บรรยากาศแบบอาจารย์ใส่สูทรมาจับผิด แต่การต้องแก้ไขก็มีแต่มันไม่ใช่บรรยากาศหลัก”

“เมื่อเสร็จผมก็กลับมาบ้าน ทางบ้านผมเขาไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่แต่ก็รู้ว่า.. อย่างน้อยบ้านผมไม่ใช่จีนสุดขั้ว ไม่ใช่ต้องหาเงินอย่างเดียว เขายังเชื่อในความดีอยู่ ตราบใดที่ยังมีความดีอยู่ก็โอเค ไม่ใช่ตัดลูก ไม่ถึงขนาดนั้น เขาส่งเสียให้ผมเรียนในปีแรกที่เหลือผมทำงานเอง อย่างน้อยที่บ้านก็ส่งบ้างแต่ผมได้รับทุนส่วนหนึ่งของนาโรปะ และทำงานดูแลคนแก่ ทำงานร้านอาหาร รดน้ำต้นไม้ ตักหิมะ ถือว่าใช้ทุนน้อยมากถ้าเทียบกับนักเรียนไทยคนอื่นในเมืองเดียวกัน ตอนนั้นพอเงินบาทตก พ่อก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เขาส่งให้ผมเป็นประมาณปีละ ๔ แสนบาท อันนี้น้อยนะ จ่ายเฉพาะค่าเรียน ค่ากินค่าอยู่ผมก็หาเอง ซึ่งก็ประมาณอีก ๔ แสนบาท ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพงถ้าเทียบเป็นเงินไทย หน่วยกิตปริญญาโทประมาณ ๔๐๐ เหรียญต่อหน่วย อยู่ระดับกลางๆ ถ้าเทียบเมืองไทยก็แพง แต่ถ้าเทียบกับมหาวิทยาลัยที่นั่นก็ไม่แพงเท่าไหร่ อีกอย่างพวกที่จบนาโรปะส่วนใหญ่จะบ่นว่า “กูจะไปทำงานอะไรวะ มานั่งภาวนา ๙ หน่วยกิต จะให้ใครว่าจ้างว่า ภาวนามา ๙ หน่วยจะให้งานอะไร” เป็นอีกปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์หมดเลย เราต้องสร้างงานเอง ผมกลับมาเมืองไทย เขาให้ผมไปสอนที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ผมไปสอนเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ผมไม่เชื่อ ผมจะไปสอนได้อย่างไร พอดีทางสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขชวนมาช่วยงานวิจัยเป็นงานเรื่องนิเวศวิทยาแนวลึกและได้กลับมาเรียนรู้กับบ้านเกิดเมืองนอนเราด้วยว่าแนวคิดในเชิงเดียวกันมีอยู่แล้วที่ไหนบ้าง ในเผ่าพื้นเมืองก็ดี ในพุทธก็ดี ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำงานอะไรที่มันรู้สึกว่าไม่ใช่เรา”

“อีกเรื่องที่ทำคือมาจากผมกับอาวิศิษฐ์ ที่อยู่เชียงรายอยู่แล้วพอผมกลับมาและก็มีคุณมนตรี ทองเพียรอีกคน ก็คิดกันว่าจะทำอะไรดีนะ เลยคิดว่าอยากจะทำงานที่เราถนัด เราชอบงานเขียนงานแปล ช่วงหลังมาทำงานฝึกอบรมมากขึ้น เลยตั้งเป็นองค์กรเล็กๆ ขึ้นมา ขึ้นกับมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป เป็นสถาบันชื่อสถาบันขวัญเมือง แรกความตั้งใจจริงๆ คืออยากจะทำองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม อยากจะเลี้ยงตัวเอง เหนื่อยกับการเป็นองค์กรเอกชนแล้วต้องไปง้อทุน ไปหาทุน เราพึ่งตัวเองได้มั้ย อบรมแล้วพึ่งตัวเองได้ด้วย ที่ผ่านมาก็รับเอาปุ๋ยชีวภาพมาขายแต่ไม่เวอร์ก ก็เลิกไป ตอนนี้สงสัยต้องเป็นองค์กรเอกชนแล้ว มันอยู่ไม่ได้ แต่งานฝึกอบรมยังพอไปได้”

“ส่วนงานทางเสมสิกขาลัยขณะนี้จะเริ่มจัดการศึกษาทางเลือกในระดับอุดมศึกษา ผมก็มาดูแลให้ในภาคสิ่งแวดล้อมและนิเวศแนวลึก คิดว่าช่วยสอนให้ด้วยในปีหน้า ๓-๔ วิชา จะกลับมาทำให้เป็นเรื่องเป็นราว คิดหน่วยกิต อ้างอิงเหมือนระบบมหาวิทยาลัยแต่อาจจะไม่เข้าระบบ จนกว่าระบบเห็นว่ามันเวอร์กขอเอาปริญญามาให้ค่อยว่าไป แต่ตอนนี้ต้องทำให้มีหลักสูตรเป็นเรื่องเป็นราวก่อน... นั่นแหละงานที่ทำอยู่”

ทิ้งท้าย…
“ผมเชื่อว่าชีวิตนี้เราได้รับการดูแลจากการทำความดีของเรา พูดอีกนัยคือว่าจักรวาลเขาก็ดูแลเราเอง เดี๋ยวก็มีมาเอง ถ้าเราไม่ต้องการที่จะมีเยอะนะ ถ้าผมต้องการรถ บ้านหลังที่สอง มันก็เป็นอีกเรื่อง มันไม่มีใครมาดูแลหรอก แต่ผมว่าเราจะได้รับการดูแลเอง ความเชื่อในความไม่รู้ ในอนาคตที่ไม่รู้ อันนี้เป็นอันหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากการภาวนาแบบธิเบต องค์ภาวนาคือความไม่รู้ the unknown เราต้องอยู่กับความไม่รู้ให้ได้และต้องเชื่อในปัจจุบัน แล้วชีวิตมันจะดำเนินต่อไปได้เอง”
====

จุดเด่นของนาโรปะในท่ามกลางมหาวิทยาลัยทางเลือก
ณัฐฬส วังวิญญู
“ผมไม่ได้สัมผัสมหาวิทยาลัยที่อื่นมาก มหาวิทยาลัยทางเลือกมีหลากหลายแล้วแต่นิยาม แต่สำหรับนาโรปะมีจุดเด่นทางเรื่องจิตใจชัดเจน คือเห็นว่าอุดมคติ หรือนักศึกษาที่พึงประสงค์คืออะไร คือเป็นบุคคลที่ทำงานเพื่อโลกเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่ด้วยเหตุผล ระบบศีลธรรม จริยธรรมใดๆ ทั้งสิ้น แต่ต้องมาจากใจ เพราะจะยั่งยืนกว่า กระบวนการศึกษาของเขาจึงต้องมาเชื่อมสมองกับใจเข้าด้วยกัน เวลาเลือกอาจารย์ก็จะเลือกด้วยมาตรฐานนี้ เพราะนาโรปะถือว่าการศึกษาคือการแปรเปลี่ยนการเติบโตข้างใน Education as Transformation เหมือนคำว่าสิกขา ก็มาจากคำว่า สะ-อิกะ ซึ่งแปลว่า การมองตน มีความหมายที่เหมือนกันเลย ต้องมามองตน เข้าใจ เปลี่ยนแปลงและเติบโตภายใน”

“อันที่สอง การรักษาขนาดของความเล็กไว้ทำให้คุณภาพบางอย่างยังอยู่ ถ้าใหญ่ขึ้นหลักหลายพันหรือเป็นหมื่นคน คุณภาพบางอย่างทำอย่างไรก็ไม่เกิดขึ้น มีคนพยายามขยายมหาวิทยาลัย แต่คณะกรรมการไม่ยินยอม ให้ไปทำใหม่อีกที่หนึ่งแล้วเข้าไปช่วยบริหาร ให้ทำแบบเล็กๆนี่แหละ เล็กๆ แต่งาม เล็กๆ แต่มีคุณภาพบางอย่างที่จะไม่หายไป อย่างที่ชูมากเกอร์มีประโยคเก๋ว่า “Small is beautiful.”

“อันที่สาม พยายามสร้างความเป็นชุมชน นาโรปะถือว่าการเรียนรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเองอย่างเดียวมันต้องมีกัลยาณมิตร นี่ก็กลับมาเรื่องพุทธ ในแต่ละโอกาสเขาพยายามให้เกิดมีกิจกรรมของชุมชนเช่น การภาวนาร่วมกัน วันสิ่งแวดล้อม วันที่สำคัญที่เขาถือว่าสำคัญ และเปิดให้คนข้างนอกเข้ามาด้วย”


มหาวิทยาลัยนาโรปะ
ณัฐฬส วังวิญญู

มหาวิทยาลัยนาโรปะได้รับการก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ โดย ชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สืบทอดคำสอนของพุทธศาสนาแนวธิเบต นิกายคากิวและนิงมา ตอนที่รัฐบาลจีนทำการยึดประเทศธิเบต ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ตรุงปะจำต้องลี้ภายออกมาตามแนวเทือกหิมาลัย มายังตอนเหนือของประเทศอินเดีย ถึงแม้กระนั้น ท่านก็ทำการเผยแพร่ธรรมมะอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดียวกับสมเด็จองค์ทะไล ลามะ และอาจารย์ฝ่ายธิเบตคนอื่นๆ และในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ท่านได้รับทุนการศึกษาสปอลดิ้ง ให้ได้เข้าศึกษาด้านศาสนาเชิงเปรียบเทียบ ปรัชญาศึกษา และศิลปกรรมที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท่านพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจนแตกฉาน และเข้าใจถึงความต้องการด้านจิตวิญญาณของโลกตะวันตก
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านเริ่มเดินทางไปสอนธรรมมะและเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลาร่วม ๑๗ ปี โดยที่ท่านได้ก่อตั้งสำนักปฏิบัติสมาธิภาวนาหลายแห่งในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป ด้วยเหตุที่ท่านมีทั้งความเป็นนักวิชาการ เป็นศิลปิน และอาจารย์สอนสมาธิภาวนา ท่านจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นอาจารย์สอนพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในโลกตะวันตก
เมื่อท่านก่อตั้งนาโรปะขึ้นมา โดยมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษา คือนาโรปะจะเป็นมหาวิทยาลัยที่หลอมรวมเอาองค์ประกอบของการสอนด้านจิตหรือภาวนา และการศิลปะแขนงต่างๆ รวมทั้งการศึกษาแนวตะวันตก ผนวกไว้ด้วยกัน และในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านได้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติชัมบาลาขึ้นสำหรับฆราวาสผู้มีความสนใจในการปฏิบัติ
ตรุงปะ รินโปเช เสียชีวิตลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ทิ้งผลงานและเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัวของท่านไว้ในความทรงจำของผู้คนและบรรดาสานุษิตย์ มหาวิทยาลัยนาโรปะ และหนังสือที่ท่านนิพนธ์อีกหลายเล่ม เช่น Born in Tibet, Cutting Through Spiritual Materialism, The Myth of Freedom, Shambhala: The Sacred Path of the Warrior เป็นต้น

พันธกิจของนาโรปะ
เป้าหมายทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยนาโรปะ
[1]ตั้งอยู่บนปฐมนิมิตเมื่อแรกก่อตั้งและมรดกทางวัฒนธรรมแห่งการภาวนา ซึ่งประกอบไปด้วย องค์ประกอบทั้ง ๖ ได้แก่

๑. ความรู้เท่าทันปัจจุบันขณะ
การบ่มเพาะความรู้เท่าทันในปัจจุบันขณะ เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาแนวภาวนา การฝึกฝนความรู้เท่าทันนี้หมายถึง การรับรู้ถึงประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนรู้ ในแต่ละขณะอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น การเท่าทันกระบวนการทางความคิด การรับรู้ความรู้สึกผ่านผัสสะต่างๆ รวมทั้งห้วงอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ล้วนได้รับการหลอมรวมอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ เมื่อร่างกายและจิตใจหลอมรวมกันได้โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบองค์รวมแล้ว ความสามารถหรือคุณลักษณะด้านต่างๆก็จะก่อเกิดและสำแดงออกมา ได้แก่ ความคิดอ่านมีความแม่นยำและความเข้าใจมีความแจ่มชัดทะลุปรุโปร่ง การสื่อสารเป็นไปด้วยความเปิดกว้างและชัดเจน ตระหนักรู้และชื่นชมโลกได้อย่างเต็มเปี่ยมกว้างขวาง การกระทำการต่างๆก็มีประสิทธิภาพ ความรู้เท่าทันนี้จะได้รับการบ่มเพาะให้แรงกร้าและเต็มเปี่ยมโดยกระบวนวิธีต่างๆ ได้แก่ การเจริญสมาธิภาวนา และการภาวนาตามธรรมเนียมปฏิบัติในแนวทางต่างๆ ทั้งที่มีมาแต่วัฒนธรรมดั้งเดิมและแนวทางสมัยใหม่ต่างๆ ทั้งนี้รวมถึงกระบวนการฝึกฝนทางพุทธิปัญญาและศิลปะในแขนงต่างๆ การฝึกปฏิบัติและวินัยเหล่านี้จะช่วยให้ปัจจุบันขณะเผยตัวในฐานะประสบการณ์ตรง ที่ผู้เรียนสัมผัสได้ด้วยตน รวมถึงการรับรู้ถึงความลังเลสงสัย และแรงต้านภายใน ในการที่จะเข้าถึงและดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ ทั้งนี้ เหล่าคณาจารย์ทั้งหลายจะได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาหลักปฏิบัติในการฝึกสติ หรือการตื่นรู้ ให้สอดคล้องกับสาขาวิชาที่ตนสอน การฝึกฝนความรู้เท่าทันนี้ช่วยให้จิตตั้งมั่นและเรียนรู้ในปัจจุบันขณะ ไม่วอกแวกวุ่นวายและไหลเลื่อนไปอย่างไม่มีทิศทาง

๒. สร้างสรรค์ชุมชนแห่งการเรียนรู้
การศึกษาเรียนรู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงการแสวงหาความรู้โดยปัจเจกบุคคลเท่านั้น และกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพก็ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเรียนที่แยกสัดส่วนออกจากสิ่งแวดล้อมโดยสิ้นเชิง หากว่าเกิดจากการปฏิสัมพันธ์และปะทะสังสรรค์ ในความสัมพันธ์ที่เรามีต่อผู้คนและสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ นาโรปะจึงมีความมุ่งมั่นในการก่อให้เกิดบรรยากาศของความเป็นกัลยาณมิตรและชุมชนเรียนรู้ขึ้น เป็นเสมือนพื้นที่ศึกษาทดลองมีชีวิต ที่ท้าทายและทดสอบสติปัญญา องค์ความรู้และการรับรู้ของนักเรียนในโลกที่เป็นจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นไป ทั้งนี้ เมื่อผู้เรียนมีความเข้าใจในตัวเองมากขึ้น ก็จะสามารถเข้าผู้อื่นและโลกได้มากขึ้นเป็นลำดับ อีกทั้งความเอื้ออาทรและความเมตตาต่อผู้อื่นก็จะงอกงามขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติด้วย บรรยากาศการเรียนรู้เช่นนี้เองที่ผู้เรียนจะค้นพบจิตใจและภูมิปัญญาภายในตน

๓. บ่มเพาะความเปิดกว้าง
กล่าวได้ว่า ผู้มีการศึกษานั้นควรจะมีคุณลักษณะ ๕ ประการด้วยกัน ซึ่งถือเป็นแนวทางฝึกปฏิบัติไปสู่พัฒนาการภายในที่สมดุล และเพื่อการเรียนรู้และการตอบสนองต่อโลกอย่างสร้างสรรค์ ตลอดเส้นทางของการดำรงชีวิต ทั้งนี้ หลักสูตรการเรียนการสอนในสาขาวิชาแขนงต่างๆจะได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยในผู้เรียนได้บ่มเพาะคุณลักษณะเหล่านี้ ได้แก่

ความเปิดใจและความเคารพในประสบการณ์ตรงของผู้เรียนเอง—หมายถึงความตั้งใจที่จะมองให้เห็นประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นต่อตนเองอย่างชัดเจน รับรู้อย่างตรงไปตรงมาและเปิดกว้าง นั่นหมายรวมถึง ความรู้สึกทางผัสสะและอารมณ์ต่างๆ รวมถึงสภาวะจิตที่เป็นไปในแต่ละห้วงของปัจจุบันขณะ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่กระบวนการเรียนรู้ศึกษาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ หลายๆคนอาจมีความวิตกกังวล อึดอัดหรือหงุดหงิดในกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงเหล่านี้ และพยายามหลีกเลี่ยง ปฏิเสธ หรือจัดการกับประสบการณ์ตรงที่มีค่าเหล่านี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การฝึกฝนจึงเป็นเรื่องของการที่ผู้เรียนต้องเปิดใจกว้างและสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นภายใน อย่างเปิดเผย เพื่อให้สามารถรับรู้เท่าทันบทเรียนภายในเหล่านี้อย่างถูกต้องชัดเจนตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ที่จำเป็นในการเข้าถึงองค์ความรู้ในระดับที่ลึกซึ้งลงไป ในการดำเนินชีวิต การกระทำใดๆที่จะถึงพร้อมด้วยสติปัญญาและความมั่นใจได้นั้น จะต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของการไม่ตัดสินอย่างมีอคติ แต่ดำเนินไปด้วยความรู้เท่าทันที่แจ่มแจ้ง ต่อเนื่องและไม่บิดเบือน และสนใจใคร่รู้ในประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะตนอยู่เสมอ ในแง่หนึ่ง การที่เราสามารถดำรงอยู่และยอมรับในสิ่งที่เราเป็นได้อย่างไม่แปลกแยกนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ทักษะการสื่อสารและการสรรสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์—หมายถึง ความสามารถในการสัมพันธ์และสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการเรียนรู้ที่จะยอมรับและชื่นชมคุณค่าของประสบการณ์ตรงของผู้อื่น และฝึกฝนทักษะการสื่อสารในทางต่างๆ ได้แก่ ทักษะการอ่านและเขียน การพูดและการฟังที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนถึงวิถีทางของการสื่อสารอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้ภาษาพูด เช่น ดนตรี ศิลปะการเคลื่อนไหว ทัศนศิลป์ เป็นต้น คุณสมบัตินี้ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบในการช่วยเหลือเกื้อกูล สมดุลภาวะและการเจริญเติบโตด้านในของผู้อื่นด้วย

ฝึกฝนการคิดวิเคราะห์ให้แหลมคมลุ่มลึก—คือความสามารถในการรับรู้และวิเคราะห์โลก มองเห็นลักษณะจำเพาะของปรากฏการณ์ต่างๆได้อย่างเชื่อมโยง คุณสมบัตินี้บ่มเพาะได้ด้วยการทำความเข้าใจในเหตุปัจจัยและฐานแห่งการก่อเกิดและขับเคลื่อนของสังคม ซึ่งรวมถึง โครงสร้างทางสังคม ตรรกะทางความคิดต่างๆ และความสัมพันธ์อันโยงใยทั้งหลาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถจับประเด็นต่างๆเพื่อการเข้าใจตัวเองและสังคมโลกที่ตนอยู่ได้อย่างมีวิจารณญาณ และคมชัดพอที่จะนำเสนอออกมาได้ ในรูปแบบต่างๆ เช่น บทวิเคราะห์, บทวิพากษ์ หรือรูปแบบอื่นๆที่สร้างสรรค์ ทั้งนี้ ปัญญานั้น นอกจากเป็นเรื่องของความสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างแหลมคม ยังหมายรวมถึง ความสามารถเปิดพื้นที่ให้แก่ ความเข้าใจอันกระจ่างชัด ให้ปรากฎขึ้นอย่างฉับพลันและมีความสดใหม่ด้วย

ชื่นชมในความมั่งคั่งรุ่มรวยในภูมิปัญญาของโลก—เรียนรู้และชื่นชนในความหลากหลาย ระบบคุณค่าต่างๆที่อยู่ในสังคมโลก ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดจินตนาการอันสร้างสรรค์และพัฒนาความรอบรู้ของตัวเองให้ขยายขอบเขตไปอย่างไม่มีที่สุด นั่นหมายถึง การพัฒนาความสามารถในการเข้าถึงแหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อการนำมาใช้ ทั้งในด้าน พุทธิปัญญา อารมณ์และด้านการปฏิบัติ โดยเพิ่มการรับรู้และการชื่นชมในวิถีแห่งปัญญา การแสดงออกทางปัญญา ประสบการณ์และความสร้างสรรค์ ที่มีอยู่อย่างหลากหลายในโลกนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ๑) การเข้าใจภูมิปัญญาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในบริบทและเงื่อนไขอันจำเพาะ โดยไม่ยัดเยียดกรอบเชิงคุณค่าและความคิดของตนเข้าไป ๒) ตระหนักรู้ว่า เมื่อเราสามารถชื่นชมความหลากหลายที่ดำรงอยู่ในโลกเหล่านี้ได้ ชีวิตของตนก็จะมั่งคั่งรุ่มรวยและ การกระทำต่างๆจะเป็นไปด้วยความรอบรู้นี้

การกระทำที่มีประสิทธิภาพ—คือความสามารถในการนำเอาความรู้หรือความเข้าใจที่ตนได้มา ไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์หมดจด โดยอาศัยคุณลักษณะของความเปิดใจกว้าง ความเข้าใจอันกระจ่างชัด ความสามารถในการสื่อสารและสัมพันธ์ เป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิตของตัวเอง สามารถตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย รักษาระดับความสนใจไคร่รู้และความมุ่งมั่นในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ รวมถึงทำกิจกรรมโครงการต่างๆให้สำเร็จลุล่วงจนถึงที่สุด ทั้งนี้ คุณค่าของการศึกษาของนาโรปะนั้น วัดได้ที่ความสามารถของนักศึกษาในการดำเนินชีวิตในสังคมโลกได้อย่างเป็นประโยชน์ สร้างสรรค์และเกื้อกูล

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้งหลายเหล่านี้ ได้รับการพัฒนาและบรรจุไว้ในระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยนาโรปะ ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะต่างๆที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบกิจหน้าที่การงาน หากกล่าวโดยรวม คุณลักษณะเหล่านี้เป็นทักษะเชิงคุณภาพภายในของบุคคล มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของเทคนิควิธีการ และการฝึกฝนทางวิชาชีพ เพราะเชื่อว่าการบ่มเพาะคุณลักษณะเหล่านี้เป็นการตระเตรียมนักศึกษาให้มีความพร้อม ที่จะดำรงชีวิตในสังคมสมัยใหม่นี้ ได้อย่างดี เพราะอุปสรรคหรือความทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตในสังคมทุกวันนี้ มีผลมาจากอุปสรรคในทางจิตวิทยา เช่น ความไม่สมดุลทางอารมณ์ ความสับสน ความไม่สามารถในการสื่อสารและสัมพันธ์กับผู้อื่น ความไม่เข้าใจชีวิตอย่างพอเพียง เป็นต้น เมื่อนักศึกษาเรียนรู้ที่จะจัดการกับอุปสรรคด้านในได้ ก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงความพึงพอใจอย่างลุ่มลึกในชีวิตตนเอง และเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพในหน้าที่การงานทั้งหลายไปด้วยเช่นกัน นอกจากประโยชน์ต่อความสำเร็จในอาชีพการงานแล้ว การพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้นักศึกษาได้บ่มเพาะ ความเปิดใจกว้าง ความรู้จักตัวเอง ขันติธรรม ความยืดหยุ่น และความสมดุลทางอารมณ์ ในชีวิตที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมสมัยใหม่ ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันนานัปการ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาต่อ การทำงาน และการดำเนินชีวิตได้อย่างทันการณ์และสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นจริง

๔. มรดกแห่งการศึกษาแนวพุทธ
ระบบการศึกษาแนวพุทธมีที่มาอันยาวนาน นับตั้งแต่พระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นในอินเดีย เมื่อ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ระบบการศึกษาแนวพุทธนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการฝึกปฏิบัติสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งนำไปสู่การค้นพบความไม่มีตัวตน(egolessness) ซึ่งในทางพุทธปรัชญาหมายถึง ภาวะที่เข้าถึงได้ ผ่านประสบการณ์และความเข้าใจถึงความจริงที่ว่า “ตัวเรา” นั้นหาได้ดำรงอยู่อย่างเอกเทศตายตัวไม่ แต่เป็นกระบวนการของชีวิตที่ดำเนินไปอย่างมีเหตุปัจจัยประกอบอยู่ด้วยเสมอ
การฝึกสมาธิภาวนา หมายถึง การฝึกสติและความรู้เท่าทันให้ถึงพร้อม ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของความเข้าใจตนเองและความกรุณา รวมถึงสำนึกแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น การฝึกฝนทางจิตนี้จะเริ่มช่วยให้เราเป็นอิสระจากรูปแบบพฤติกรรมเดิมๆที่ไม่ก่อให้เกิดผลสร้างสรรค์อันใด และเป็นอิสระจากอคติต่างๆ การภาวนาจะช่วยให้เราพัฒนาคุณค่าและความสง่างามของความเป็นมนุษย์ อีกทั้งช่วยฝึกฝนสติปัญญาให้แก่กล้าลุ่มลึกด้วย

ในที่นี้ ศีล มี ๒ มิติ คือ การศึกษาสาขาวิชาความรู้เฉพาะด้าน และความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่งต้องอาศัยทั้งขันติธรรมและอารมณ์ขัน

ประการสุดท้าย คือการฝึกเข้าถึงทางปัญญา ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน คือ หนึ่ง รับฟังจากคำสอนที่มีมา สอง ตรวจสอบว่าความรู้ที่ได้รับมานั้นเป็นจริงอย่างไร และสุดท้ายคือ การน้อมรับความรู้มาพิจารณาอย่างแยบคาย (โยนิโสมนัสสิการ) ด้วยวิธีการนี้ ความรู้จริงเป็นสิ่งที่สดใหม่ หรือเป็น “ความรู้มือหนึ่ง” ที่ประจักษ์ได้ด้วยตน และสามารถถ่ายทอดผ่านภาษา (วจีกรรม) และการกระทำได้ (กายกรรม)

๕. วิถีแห่งภูมิปัญญาโลก
แนวทางดั้งเดิมของการแสวงหาและเข้าถึงความรู้และภูมิปัญญาต่างๆที่มีอยู่ในโลกนั้นรวมถึง แนวทางของศาสนาหลักดั้งเดิมทั้งหลาย จารีต ธรรมเนียมปฏิบัติ วัฒนธรรมและศาสตร์แห่งความรู้ที่ลี้ลับทั้งหลาย ซึ่งยังคงมีคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมปัจจุบัน โดยสามารถให้ความเข้าใจที่ลุ่มลึกและแนวทางออกที่เหมาะสม การนำวิถีทางและองค์ความรู้เหล่านี้มาหลอมรวมกับระบบการศึกษาสมัยใหม่ จะช่วยให้นักศึกษาคลี่คลายความสำคัญตนผิดและความคิดอันคับแคบลง ดังนั้น จึงถือเป็นการสร้างพื้นที่แห่งการสืบค้นและตรวจสอบพรมแดนความรู้และวิถีแห่งปัญญาของมนุษย์ ที่กว้างใหญ่และหลากหลาย ที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมร่วมสมัยในโลกปัจจุบัน

๖. การไม่ฝักใฝ่ในลัทธิความเชื่อหรือศาสนาใดๆ และความเปิดกว้าง
ธรรมเนียมปฏิบัติในการฝึกฝนทางจิต การบ่มเพาะการตื่นรู้ และความรู้เท่าทันตัวเองและโลก เป็นหลักปฏิบัติที่มีอยู่ในวัฒนธรรมและศาสนาต่างๆในโลก เป็นสิ่งที่วัฒนธรรมทั้งหลายให้ความสำคัญ ไม่ใช่ในฐานะของหลักปฏิบัติทางศาสนา แต่ในฐานะที่เป็นแนวทางไปสู่การค้นพบตัวเองและความเข้าใจโลกที่ลุ่มลึก ในทางประวัติศาสตร์ ระบบการศึกษาแนวพุทธให้คุณค่าแก่การเรียนรู้ในความคิดเห็นและจารีตทางปัญญาที่หลากหลาย เพื่อเข้าใจถึงสภาวะและประสบการณ์ของความเป็นมนุษย์ ด้วยมรดกตกทอดทางปัญญาที่ได้รับสืบมานี้ มหาวิทยาลัยจึงส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม ระบบความเชื่อ แนวทางแห่งจิตวิญญาณ และระบบปรัชญาที่แตกต่างหลากหลาย
ในสังคมสมัยใหม่ ดูเหมือนว่า ศิลป์และศาสตร์ทั้งหลายที่ช่วยให้ผู้คนเชื่อมกายและจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ผ่านวิถีทางแห่งสติและความรู้ตัวทั่วพร้อม อย่างที่เห็นความจำเป็นของการไปพ้นความยึดมั่นในตัวตนอันคับแคบนั้น นับวันจะเป็นที่ยอมรับและเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ในขณะที่ความยึดติดในความคิดอย่างแข็งทื่อ และความยึดถืออุดมคติใดๆอย่างตายตัว จนถึงขนาดที่อาจเป็นภัยต่อสังคมได้นั้น กำลังอ่อนแรงและคลายอำนาจลงไป ท่ามกลางกระแสสำนึกอย่างใหม่ เช่น การเห็นคุณค่าของปฏิสัมพันธ์อันสอดคล้องระหว่างกายและจิตที่มีผลต่อกระบวนการบำบัดเยียวยา การฝึกการรับรู้เท่าทันตัวเองและสิ่งรอบตัวในวิชาชีพแขนงต่างๆ การเห็นบทบาทที่สำคัญของญาณทัศนะ(intuition)ในแวดวงวิทยาศาสตร์และภาคธุรกิจ แนวคิดเชิงนิเวศวิทยาที่พยายามไปพ้นมุมมองของประโยชน์ตน หรือประโยชน์ของธรรมชาติที่มีต่อมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดจริยศาสตร์เชิงนิเวศน์อย่างใหม่ กระแสสำนึกใหม่นี้ยังเกิดขึ้นในสาขาวิทยาการด้านการจัดการ ที่ให้คุณค่ากับความร่วมไม้ร่วมมือ มากกว่าการแข่งขัน และการตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วม ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาพึงสำเนียกและฝึกฝนนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์แก่สังคมโลก.

*นาโรปะ
เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช คือลามะธิเบตผู้ก่อตั้งนาโรปะขึ้นในปี ๑๙๗๔ แรกเริ่มเป็นแค่สถาบัน โดยใช้แนวทางของมหาวิทยาลัยนาลันทา แหล่งศึกษาชื่อดังของประเทศอินเดียในศตวรรษที่ ๑๑ จนได้รับการรับรองจาก North Central Association of Colleges and Schools ยกวิทยฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย เปิดสอนหลักสูตรทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และประกาศนียบัตร

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม เว็บไซด์ www.naropa.org
**ธรรมยาตราที่เชียงใหม่การเดินทางบนดอยสูง ใช้ชีวิตร่วมกับชาวเขาเพื่อเรียนรู้วิถีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยมีฐานของการภาวนาเป็นหัวใจ จัดโดยเสมสิกขาลัย
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม อีเมล์ ashram@cscoms.com
เว็บไซด์ www.thai.net/ashram, www.siam21.org,www.sulak-sivaraksa.org
====
เงื่อนไขพื้นฐานสำหรับผู้สนใจไปเรียนที่นาโรปะ
๑. ภาษาอังกฤษต้องได้อย่างน้อย ๕๕๐ คะแนน มีความสามารถในการสื่อสารระดับหนึ่ง อ่านหนังสือได้
๒. ทัศนคติที่เป็นบวก พร้อมจะเปิดเผย
การคัดเลือกทำโดยการเขียนเรียงความและสัมภาษณ์ อาจสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กรณีไม่สะดวกเดินทาง
[1] แปลและเรียบเรียงจาก The Mission of Naropa University, http://www.naropa.edu/, 2546