Showing posts with label การเดินทางศักดิ์สิทธิ์. Show all posts
Showing posts with label การเดินทางศักดิ์สิทธิ์. Show all posts

Wednesday, December 17

ไป Quest ครั้งแรก




มีครูท่านหนึ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของฉัน ท่านมักจะบอกกับบรรดาเหล่าศิษย์เสมอว่า “คำถามสำคัญกว่าคำตอบ”

การไป Quest ครั้งแรกของฉัน ไม่มีคำถาม เพราะฉันไม่รู้ว่า ตัวเองไปหาอะไรกันแน่ ฉันแค่ต้องการเดินท่องไปในโลกด้านในของตนเอง กลับสู่ธรรมชาติด้านใน รื้อฟื้นสายสัมพันธ์ของตนเองกับโลกใหม่อีกครั้งด้วยสัญชาตญาน ไม่ใช่ด้วยความคิดที่มากมายของตนเอง

พี่ณัฐ ครูอีกคนของฉันพาพวกเรา ได้แก่ ฉัน และ น้องสาวอีกคน ไป Quest หรือไปวิเวก ตอนที่เฮียพาไปถึงหมู่บ้านแสนน่ารักในเวียงป่าเป้านั้นเป็นเวลาบ่ายแก่แล้ว

ดูครูมีความลังเลที่จะปล่อยพวกเราเข้าป่าไปในตอนนั้น แต่ที่สุด ด้วยความไว้วางใจ พวกเราก็ได้เดินเท้าขึ้นภูเขาเข้าป่าสมใจ ฝีเท้าเราที่ก้าวขึ้นภูแต่ละก้าวสวนกันกับดวงตะวันที่กำลังเคลื่อนลงต่ำ

ฉันเปลี่ยนเส้นทางครั้งแรกเมื่อเห็นทางแยก ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นทางขึ้นหรือทางลงด้วยซ้ำ เดินไปพักหนึ่งแล้ว ฉันก็ตัดสินใจเดินกลับ เพราะคิดว่ามันน่าจะพาฉันกลับไปสู่หมู่บ้าน ไม่ได้กลับสู่ป่า ที่ฉันใฝ่หา ...ระหว่างเดินทางกลับ รู้สึกว่าไกล กว่าตอนไป และแอบรู้สึกเสียดาย เวลา ที่ออกแรงไปเล็กน้อย...อดถามตัวเองในตอนนั้นไม่ได้ว่า เส้นทางชีวิตที่ฉันเดินอยู่ตอนนี้จะเหมือนทางเส้นนี้ไหมนะ ที่สุดแล้ว ฉันอาจพบว่าไม่ใช่ แล้วก็ตัดสินใจเดินกลับ

หลังจากเข้าสู่ทางหลัก ทักทายผู้ผ่านทาง ฉันเดินมุ่งหน้าไปเรื่อยๆด้วยใจทะยาน เปล่า...ไม่ได้ต้องไปให้ไกลกว่าใครไหน ไม่ใช่ต้องการความภาคภูมิใจอะไร แค่อยากไป อยากรู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อยากทานกำลังตนเองว่าจะไปได้สักแค่ไหน ตั้งใจว่า ต่อให้มืดค่ำ ด้วยไฟฉายกระบอกน้อยที่มีอยู่ในมือนั้น ฉันจะลองเดินฝ่าความมืดไป

ฉันเดินไปเรื่อยๆ แสงเริ่มลดน้อยลง ฉันพบที่งามแห่งหนึ่ง เห็นครั้งแรกถูกใจ จินตนาการเกิดภาพในใจว่าที่นั้น คือ บ้าน ลังเลใจเล็กน้อยว่าจะหยุดพักดีไหม แต่ก็ตัดสินใจเดินผ่านไป เพราะฉันต้องการไปต่อ แม้ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหนก็ตาม

เมื่อฉันเดินขึ้นภูไปต่อได้สักระยะหนึ่ง มีแมลงเล็กๆสีดำบินมาห้อมล้อมหน้าตา บดบังรบกวนการมองทาง ฉันทนฝ่าแมลงฝูงนั้นรู้สึกรำคาญจนทนไม่ไหว นึกถึงคำพูดของครูพี่ณัฐว่าให้สดับสัญญานของป่าด้วย ฉันถามไปในป่าว่าจะให้ฉันไปต่อไหม เมื่อฉันลองหันหลังเดินลงไป กองกำลังแมลงนั้นก็ไม่ติดตามลงมา ฉันยืนลังเลอยู่ที่ทางขึ้น มองขึ้นไป แล้วก็ตัดสินใจเดินขึ้นอีกรอบ ต้องทดสอบ ทดลอง อีกครั้ง...จะให้ล่าถอยง่ายๆ เช่นนั้นหรือ?

แล้วทุกอย่างก็เหมือนเดิม ฉันถูกกองกำลังเดิมเข้าโจมตี นึกถึงคำพูดของครูพี่ณัฐแล้วฉันก็ยินยอมที่จะเคารพป่า ไม่ให้ไปก็ไม่ไป ถ้าพี่ณัฐไม่เตือนไว้ ฉันคงเอาผ้าปิดหน้าตาให้มากที่สุดแล้วก็จะดันทุรังฝ่าไป เพราะจริตนิสัยฉันมันเป็นเช่นนั้น

ฉันกลับมายังพื้นที่งามแห่งนั้น เริ่มก่อไฟ และล้มตัวลงบนผืนดิน
...ฉันได้กลับบ้านแล้ว...



ฉันรู้สึกเช่นนั้น อบอุ่น เคยคุ้นเสียเหลือเกิน นอนมองเงาไม้ในแสงสลัวของดวงจันทร์ ฉันรู้สึกเหมือนตนเองถูกโอบกอดไว้ในอ้อมแขนมารดา

แม้เมื่อกองไฟดับลง ฉันวางใจ ไม่ปรารถนาความอบอุ่นใดมาเพิ่มเติม

ไม่มีความคิดฝัน ไม่มีโลกอันจินตนาการสร้างเสก มีแต่ฉัน ในภาวะปัจจุบันกับธรรมชาติรอบตัว หิ่งห้อยตัวหนึ่งเดินทางมาทักทาย ฉันนึกถึงภูติน้อยในเทพนิยายวัยเยาว์ บางทีอาจจะเป็นเขานั้นเอง...ภูติเรืองแสงตนนั้น เรากล่าวทักทายกันในใจ


คืนนั้น ฉันหลับสนิท หลับลึกด้วยความวางใจ เป็นการหลับสนิทคืนแรกหลังถูกสั่นคลอนด้วยคำถาม หลังจากถูกสั่นคลอนหัวใจก่อนเดินทางมาเชียงราย


กลับจากไปวิเวก หรือ Quest มีผู้ถามว่าได้เจออะไรบ้าง ฉันตอบว่าเจอตัวเอง เห็นวิธีการเดินของตนเอง เห็นถึงความทะยานอยากและอหังการ์ของตน ฉันไม่ใส่ใจในรายละเอียดระหว่างทาง แม้เจอจุดที่น่าพัก ฉันก็ยังให้จุดหมายที่มองไม่เห็นลากพาตนเองไป..ต่อไป

เมื่อถามว่าฉันได้อะไรบ้าง ฉันคิดว่า ฉันได้กลับบ้านแล้วนะ ได้ฟื้นคืนความรู้สึกเชื่อมโยงของตนเองกับโลกใบนี้ผ่านธรรมชาติ ได้กลับมาไว้วางใจในโลกใบนี้อีกครั้ง ฉันไม่เหงา ไม่กลัว ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวแม้อยู่คนเดียวในป่า
เพราะว่า แท้จริงแล้ว ฉันไม่เคยอยู่คนเดียว.

เขียนโดย นารีแดง ผู้หญิงผู้ชอบทำตัวเป็นแม่มด เสกทุกอย่างขึ้นจากจินตนาการ
กำลังเรียนรู้โลกด้านในที่ไม่ต้องปรุงแต่ง โลกที่ไม่ต้องการมนต์คาถาใดๆ
พบว่าอัศจรรย์เกิดใหม่ขึ้นทุกวัน เพียงแค่ใช้ใจที่ใคร่ครวญ

Saturday, December 13

กลับสู่บ้าน



Education as a Spiritual Journey Part 1

"กลับสู่บ้าน"
โดย ฟางหอม

กลิ่นอายของป่า ดิน โชยมา ตั้งแต่พี่ชายของฉันพูดว่าเราจะไปวิเวกกัน
ที่ป่าแห่งหนึ่งของหมู่บ้านปกากยอ สัมภาระที่ใส่ในเป้ใบโต ถูกแบกไว้เหนือหลัง
เพื่อมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
เส้นทางที่เปี่ยมไปด้วยธรรมชาติ ความจริง ที่ง่ายงามของสรรพสิ่ง ทำให้ฉันเหมือนหลุดลงไปอีกโลกหนึ่ง
ก่อนออกเดินทางพี่ได้ให้ผ้าพันขอ และ ภาวนาให้ฉันเดินทางอย่างปลอดภัย

เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ฉันสิโรราบให้กับความทะเยอทยาน ความกลัว และตัวตน
จากนั้นก็ย่ำก้าวลงไป บ่ายหน้า เดินทางกลับบ้าน
..
ทางนี้เป็นเส้นทางสายเปลี่ยว เพียงเสียงใบไม้ตกกระทบ ยังสร้างความหวาดกลัว
ฉันเดินต่อไป เรื่อยๆ
หาพื้นที่ ที่เชื่อมโยง และเหมาะสมกับฉัน
ฉันพบมันแล้ว
มองลงไปข้างๆที่ฉันยืนเป็นหน้าผาสูง มีที่ราบบางส่วนที่พอจะนอนได้
ฉันนั่งลง ก่อไฟ และจัดที่นอน
อากาศเย็นเริ่มปะทะตัว

ความมืดเริ่มย่างกรายเข้ามาไกล้ทุกที
ฉันควานหาปากกา ก่อนที่จะให้ความรู้สึกและข้อความบางอย่าง ไหลลงไปในสมุดจด


" ใครบ้างที่จะฉุดรั้งดวงตะวัน
ในขณะที่ฉันพยายามก่อไฟ "


ความมืดทำให้ไฟที่ก่อแลดูลุกโชติช่วง มีเพียงเสียงไฟเผาไหม้ไม้ฟืนดังแปะๆ
ความเงียบงัน เล่าเรื่องราวมากมาย

ฉันรู้จัก "สิ่งนั้น" มากขึ้น โดยไม่ปรุงแต่ง
หูที่เงี่ยฟังอย่างตั้งใจ ทำให้รู้ว่าเป็นเพียงเสียงต้นไม้ปลิดใบไม่ใช่สัตว์ร้าย
ไม้ฟืนเริ่มมอด และ ดับ
ฉันหงายตัวนอน ขนานกับแสงจันทร์ เบื้องหน้ามีกิ่งไม้รำไร พริ้วไหวไปตามลม


ทุกอย่างก็ปลอดภัยดี ฉันคิด
ร่างกายที่เกร็ง เริ่มผ่อนคลาย
พลางขยับปากร้อง เพลงโปรด you'r have got a friend
เหมือนฉันร้องให้เพื่อนของฉัน เหมือนฉันจะบอกทุกๆสิ่งที่สถิตอยู่ ณ ที่นี้
ว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกัน พึ่งพิง และโอบรับกันและกัน
เพลงต่อมา คือ นกสีเหลือง และต่อมาคือ แสงดาวแห่งศรัทธา เพลงที่แม่ร้องไห้ฟังตั้งแต่เด็ก
" ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเข็ญ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย แม้ผืนฟ้ามืดดับเดือนลับมลาย..
ร้องยังไม่ทันจบท่อน แสงสีขาวเล็กๆกระพริบได้ เข้ามาไกล้ และบินวน


หิ่งห้อย..
หิ่งห้อย ตัวน้อย หนึ่งตัว


ฉันร้องเพลงต่อ น้ำตาแห่งความปิติบางอย่างล้นออกมา




และขอน้อมรับปรากฎการณ์ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น

นิเวศภาวนา


ภาวนาภาคมอมแมม
Eco-quest

จาริกสู่ต้นธารชีวิต
อารยธรรมแห่งความเรียบง่ายและบรรสาน

วันที่ ๔-๘ ก.พ. ๕๒
สถานที่ ป่าต้นน้ำเชียงราย อ.เวียงป่าเป้า

ในทุกๆวัฒนธรรม จะมีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งที่เรียกว่าการจาริก เป็นการเดินทางที่มีเป้าหมายทางจิตวิญญาณ เป็นพิธีกรรมในตัวมันเอง ทุกวันนี้คนไทยก็ยังเดินทางเช่นนี้ เช่นการไปกราบไหว้บูชา นมัสการสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต การเดินทางของพวกเราเผ่าพันธุ์จิตตปัญญาก็เช่นกัน มีความเป็นพิธีกรรมในตัวมันเอง โดยเป็นการจาริกสู่ขุนเขาและนิเวศต้นน้ำอันเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตน้อยใหญ่ รวมทั้งชาวปกาเกอญอผู้พิทักษ์ เพื่อได้ภาวนา เรียนรู้ร่วมกัน และสร้างหลักหมายแห่งการแปรเปลี่ยนในชีวิตของพวกเราแต่ละคน นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้สัมผัสชีวิตแบบชนเผ่าที่ยังคงดำรงความดั้งเดิม เรียบง่ายและคุณค่า เผื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้สืบสานความเป็นชนเผ่าของมนุษย์ไว้ในชีวิตเมืองยุคนี้

ในฐานะที่จะเป็นผู้นำทาง ผมอยากบอกเล่าว่าผมมองอย่างไร สำหรับการเดินทางครั้งนี้ อย่างแรกผมดีใจมากที่จะได้พาทุกคนให้ไปรู้จักกับผู้เฒ่าผู้แก่(Elders) และชุมชนที่เป็นดังครูทางจิตวิญญาณของผมอีกแห่งหนึ่ง นอกจากเชียงรายและขวัญเมืองแล้ว ชุมชนชาวปกาเกอญอเป็นขุมพลังชีวิตของความ “ปกติ” ที่อ่อนน้อม อ่อนโยน และกรุณาอย่างไม่ต้องใช้ความพยายาม บางคนที่เคยมาที่นี่แล้วคงจำได้นะครับว่าความรู้สึกที่ได้พบเจอ ความอ่อนโยนและปกติที่ผมว่านั้นเป็นอย่างไร วิถีชีวิตของการไม่ทำร้ายไม่ทำลายและพึ่งพาธรรมชาตินั้นอาจเป็นคำตอบเชิงรูปธรรมอันหนึ่งต่อวิกฤตจิตวิญญาณพลังงานและระบบนิเวศของโลก

อีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่านี่เป็น การเดินทางของเรา ผมหมายความว่า เราแต่ละคนจะเป็นผู้บอกเองว่าการเดินทางครั้งนี้น่าจะมีความหมายอย่างไรกับชีวิตเรา นี่เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นการจาริก เราคือผู้ให้ความหมาย ให้คุณค่า ให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่การเดินทางของเรา

Vision Quest หรือ Wilderness Quest (นิเวศภาวนา) เป็นการแสวงหาทางจิตวิญญาณที่ถือเป็นพิธีกรรมแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิต (Rite of Passage) อย่างหนึ่งที่กระทำกันในหลายๆวัฒนธรรม โดยเฉพาะทางชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกา หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่า อินเดียนแดง ซึ่งจะมีการทำพิธีส่งตัวเยาวชนที่กำลังเติบโตย่างเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ให้ออกไปอยู่กับธรรมชาติเพื่อค้นพบศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง เป็นการค้นหาปัญญา และพรที่แต่ละคนได้รับจากสวรรค์ แผ่นดิน พระเจ้า หรือธรรมชาติจากการที่ได้เกิดมา เขาถือว่าทุกคนเกิดมาอย่างมีเป้าประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์ เกิดมาเพื่อรับใช้ชีวิต ชุมชน สังคมและโลกตามวิถีทางต่างๆ ตามพรหรือของขวัญที่ได้รับ บุตรธิดาทั้งหลายเมื่อถึงเวลาก็ต้องกลับไปดำรงอยู่ร่วมกับพระแม่ธรณีและผืนฟ้าพสุธากว้าง ผ่านความยากลำบากทางกาย บางคนอดอาหารและน้ำหลายวันเพื่อให้จิตวิญญาณเติบโตและแก่กล้า รับพลังจากธรรมชาติ แล้วกลับคืนสู่ชุมชน ผมแปลคำว่า vision คือ การมองเห็น นิมิต การหยั่งรู้ หรือปัญญาญาณที่เห็นชีวิตตัวเองและโลกสัมพันธ์สอดประสานกันอย่างเป็นเอกภาพ ทุกชีวิตมีความหมายและมีส่วนในการจรรโลงชีวิต และหล่อเลี้ยงจักรวาลทั้งหมด เมื่อได้กลับเข้ามาแล้ว ชุมชนก็จะทำการต้อนรับและยืนยันความแปรเปลี่ยนอย่างสมเกียรติ ดังนั้น การเดินทางของเราแต่ละคน แม้ดูว่าเป็นส่วนเสี้ยวที่เล็กน้อย แต่ก็ต้องถือว่า ปฏิบัติการนี้เป็นไปเพื่อมนุษยชาติและธรรมชาติทั้งมวล ความยากลำบากทางกายหรือใจภายในตัวเราทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นล้วนหมายถึงโอกาสแห่งวิวัฒนาการทางจิตของมนุษยชาติด้วย

หากเปรียบเทียบกับบ้านเราก็คือการออกบวชของผู้ชาย ยังมีความเชื่อที่ว่าคนที่ยังไม่ได้บวชเป็นคนดิบอยู่ เพราะยังไม่ได้ไปผ่านพิธีกรรมแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมไทย หรือพิธีกรรมอื่นๆที่เป็นการสื่อสารและยืนยันการแปรเปลี่ยนสถานะ เช่น งานเลี้ยงวันเกิด การรับปริญญา การแต่งงาน พิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย เป็นต้น

เหล่านี้เป็นกระบวนการที่สังคมให้การยอมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ผมคิดว่าเยาวชนยุคนี้โหยหาการยอมรับ ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ได้รับเกียรติจากสังคม น่าเสียดายที่ระบบโรงเรียนสมัยใหม่เป็นทางผ่านที่ทุกคนต้องมาผ่านกระบวนทดสอบเฉพาะทางความคิดว่าใครจะผ่านชีวิตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ได้ดีอย่างไร หาได้มีมิติของการแปรเปลี่ยนทางจิต พวกเรียนไม่เก่งก็อาจรู้สึกว่าไม่มีที่ทางที่ตัวเองจะยืนหยัดได้อย่างสง่าผ่าเผยหรือด้วยความภาคภูมิใจเลย

บิลล์ มอยเยอร์ นักคิดและนักโทรทัศน์ร่วมสมัย กล่าวว่าสังคมยุคใหม่นี้ปราศจากพิธีกรรมที่จะช่วยทำให้เยาวชนหรือคนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเป็นส่วนหนึ่งที่มีค่าต่อเผ่าพันธุ์และชุมชน เยาวชนทุกคนต้องการการเกิดอีกครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อจะตระหนักรู้และยอมรับหน้าที่แห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง และละทิ้งชีวิตอันเยาว์วัยไว้เบื้องหลัง

พิธีกรรมแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตสามารถทำได้ตามวาระต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เพื่อให้เกิดการเยียวยา เติบโต และชีวิตใหม่ทางจิตวิญญาณ เช่น การยอมรับความชราภาพ ความเป็นอนิจจังของสังขาร ความเจ็บป่วยของร่างกายตัวเองหรือคนรัก ในขณะเดียวกันก็น้อมรับบทบาทแห่งการเป็นผู้เฒ่าหรือผู้นำทางจิตวิญญาณหรือปัญญาของเผ่าพันธุ์ หรือวาระแห่งการหย่าร้างเลิกรากับความสัมพันธ์ในอดีต หรือสำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน สามารถใช้เป็นพิธีแห่งการละทิ้งความสามารถในการมีบุตร เพื่อเข้าสู่ช่วงชีวิตแห่งการแสวงหาด้านในและการให้กำเนิดทางปัญญา หรือวาระอื่นๆที่ช่วยสร้างหมายเหตุที่สำคัญๆไว้ โดยย้ำเตือนถึงการแปรเปลี่ยนแต่ละครั้งที่มีความหมายต่อตนเอง

ดังนั้น นิเวศภาวนา เป็นกรรมพิธีที่สร้างโอกาสในการที่เราจะสร้างหลักหมาย หรือหมายเหตุให้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต
หลายคนใช้เป็นโอกาสในการใคร่ครวญและยอมรับความทุกข์ยาก ความไม่สมบูรณ์ หรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต หรือยอมรับการจากไปของคนรัก เช่น ความตาย เป็นต้น การยอมรับตัวเองและชีวิตอย่างที่เป็นมาสามารถสร้างพลังให้กับชีวิตได้อย่างมหาศาลทีเดียว

นอกจากนี้ยังเป็นการฟื้นคืนพลังชีวิต ที่ผุดออกมาจากความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างเรากับจิตอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ผืนแผ่นดิน และจักรวาล หากเราต้องการแสวงหาความเข้าใจอันลึกซึ้งลงไปในการดำรงชีวิตอยู่ ญาณทัศนะ ทิศทางชีวิตจากธรรมชาติ นี่ก็จะเป็นโอกาสที่เหมาะสมทีเดียว และความงอกงามที่เกิดขึ้นจากการภาวนายังสามารถอุทิศให้กับชีวิตอื่นๆ อีกด้วย

ธีโอดอร์ โรสแสก (Theodore Roszak)นักเนิศปรัชญาได้กล่าวไว้ ในหนังสือ The Voice of the Earth, 1992. ว่า

“ณ กาลครั้งหนึ่ง จิตวิทยาทุกแขนงมีความเป็นจิตวิทยาเชิงนิเวศ หลายคนที่แสวงหาแนวทางของการเยียวยาทางจิตอาจละเลยความจริงที่ว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งธรรมชาติที่ประกอบไปด้วยสัตว์ พืช แร่ธาตุและพลังทั้งหลายที่เรามองไม่เห็นในจักรวาล ในขณะที่ศาสตร์ทางการแพทย์ในอดีตมีความเป็น “องค์รวม” ที่ใส่ใจกับการเยียวยาร่างกาย ความคิดและจิตใจไปพร้อมๆกัน และไม่จำต้องระบุไว้ด้วยซ้ำว่าเป็นองค์รวม จิตบำบัดก็ได้รับความเข้าใจว่าเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกับจักรวาลทั้งหมดเช่นกัน จะมีก็แต่จิตเวชศาสต์แบบตะวันตกยุคใหม่นี้ที่ได้แยก ชีวิต “ด้านใน” จากชีวิตหรือโลก “ด้านนอก” ราวกับว่าอะไรก็ตามที่ดำรงอยู่ภายในตัวเราไม่ได้ดำรงอยู่ในจักรวาลที่ถือว่าเป็นอะไรที่จริงแท้ มีความเป็นเหตุและผลสืบกัน และไม่สามารถออกจากการศึกษาโลกธรรมชาติของเราได้”

สนใจเดินทางร่วมกัน ติดต่อ

ณัฐฬส วังวิญญู
สถาบันขวัญแผ่นดิน, เชียงราย
ค่าลงทะเบียน ๔,๙๐๐ บาทต่อคน

Email: Nutt2000@loxinfo.co.th
Tel. 089-755-7812

สำหรับคนที่ตกลงใจที่จะเดินทางร่วมกัน ผมอยากให้เรามีเวลาใคร่ครวญดูว่า วาระปัจจุบันของชีวิตพวกเราแต่ละคนคืออะไร อะไรที่เราอยากสร้างหมายเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงไว้ ในการรับรู้และความความกรุณาของชุมชนปกาเกอญอธรรมชาติ สายน้ำและขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์ ในการเดินทางครั้งนี้ เราจะละทิ้งความสะดวกสบายของชีวิตเมืองมาด้วยความตั้งใจอะไร? เป็นการเตรียมใจที่มีความหมาย

เตรียมกาย

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้มาทดสอบทางกาย อย่างไรก็ตาม การเตรียมความแข็งแรงของร่างกายเพื่อให้ได้เดินในธรรมชาติ ขึ้นเขาลงห้วย ไว้สักเล็กน้อยก็จะดีครับ ที่แน่ๆขอให้เตรียมกายมามอมแมม คลุกเคล้าลมเหนือ ฝุ่นดินหอม กลิ่นเหงื่อกายา หริ่งหรีดรติกาล แสงดาวกล่อมนิทรา

เตรียมเรื่องราว

ชาวสบลานชอบนิทานมากกว่าของฝาก เพราะจดจำบอกเล่าสืบต่อได้ไม่จบสิ้น ดังนั้นขอให้พวกเราเตรียมนิทานมาฝากเด็กและพ่อเฒ่าแม่แก่ด้วย


เตรียมสิ่งของ

อะไรบ้างที่จะเดินทางร่วมกับเรา อยู่บนหลังเรา ล้วนมีความหมายและสะท้อนความเป็นเราทั้งสิ้น สิ่งของถือเป็นภาพสะท้อนตัวเราได้อย่างดี เฝ้าดูตัวเองเวลาตระเตรียมสิ่งของไว้ด้วยนะครับ (สังเกตแนวโน้มแบบต่างๆ เช่น เผื่อเหลือเผื่อขาด เยอะๆไว้ก่อน หรือ เอาไปน้อยชิ้นไว้ก่อน) ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะสำหรับการเตรียมสิ่งของ

o เสื้อผ้า อากาศโดยทั่วไป กลางวันร้อน กลางคืนเย็น เตรียมรับมือกับลมหนาวแบบฉับพลัน ถุงเท้า ถุงมือ หมวกอุ่นที่สวมปิดหูได้ ผ้าพันคอช่วยได้เยอะเลย ไม่ต้องเตรียมชุดมาใส่ครบวันครบสีนะครับ มันจะหนักมาก พอถึงเวลาจริงๆ หลายคนใช้เพียงไม่กี่ชุดเอง อะไรที่ใส่สบาย และซ้อนได้หลายชั้นหลายชิ้นเวลาอากาศหนาวก็ดี วันสุดท้ายมีการรับขวัญและเฉลิมฉลอง บางคนอาจอยากเตรียมชุดสวยหรือชุดหล่อสะอาดสะอ้านไว้
o ผ้าเช็ดตัว และชุดอาบน้ำ อาบน้ำได้ทั้งห้องน้ำและลำธาร แต่อาบลำธารได้บรรยากาศกว่าเยอะเลย ดังนั้นชายหญิงทั้งหลายเตรียมชุดเล่นน้ำหรืออาบน้ำไว้ด้วยจ้ะ
o เป้ เราต้องเดินทางเอง แบกเป้เอง ควรหาเป้ขนาดที่เหมาะกับเรา เป้ที่ดีควรมีเข็มขัดรัดเอวเพื่อให้น้ำหนักของสัมภาระไปตกที่สะโพกมากกว่าไหล่และหลังของเรา ดังนั้นควรมีขนาดเหมาะกับเรา ใครอยากได้เป้ดีราคาไม่แพง ขอแนะนำเป้มือสองแถวถนนข้าวสารหรือหลังวัดชนะสงครามเด้อ
o กระติกน้ำ อย่างน้อยน่าจะจุได้สัก ๑ ลิตร เวลาเดินป่าหรือออกวิเวกจะได้มีน้ำดื่มเพียงพอ
o ธูป เทียนไข ไฟฉาย ไฟแช้ค
o แก้วน้ำทนความร้อน (เผื่อชงชากินกัน) ช้อนส้อม ชามใส่ข้าวและน้ำซุปได้ด้วย มีดพกเผื่อใช้ปอกผลไม้
o เข็มเย็บผ้า และด้าย เมื่อปะชุนเสื้อผ้าขาด หรือใช้บ่งเสี้ยนหนามออก อย่าดูถูกเสี้ยนปักแม้น้อยนิดเป็นอันขาด แม้ดูเล็กแต่ทรมานนัก จะบอกให้
o ผ้ายางรองนั่งหรือปูนอน
o เต้นท์ เบาะรองนอน(ไม่ต้องหนามาก) ผ้าปูกันชื้น แผ่นผ้ากันน้ำค้าง(Fly sheet) หมอนเป่าลมได้ (หมอนข้างไม่ต้องมั้ง)
o ถุงนอน คุณภาพปานกลางเตรียมรับมือลมหนาว ไม่ควรบางเกินไป หากเป็นอย่างดีน้ำหนักเบาแต่อบอุ่นพอ
o อุปกรณ์ดนตรีที่ชอบเล่น หรืออยากลองเล่น เราจะมีช่วงที่ใช้เสียงเพลงขับกล่อมชีวิตแห่งชนเผ่า
o สบู่ แชมพู แปรงฟัน ยาสีฟัน
o ยาประจำตัว และแก้แพ้ต่างๆ รวมทั้งยากันยุ่งหรือแมลง ยาหม่อง ครีมกันแดด
o ถุงพลาสติกใส่ขยะส่วนตัว ขยะที่ไม่ย่อยสลายที่เราพกติดตัวมาจากเมือง ก็ขอเอากลับเมืองด้วย ไม่ฝากไว้ให้เป็นภาระของป่าต้นน้ำ
o สมุดบันทึก ดินสอ ปากกา สี หรืออุปกรณ์ศิลปะที่อยากให้ติดตัวมาเป็นเพื่อน
o ภาพคนที่เรารักหรือผูกพัน สิ่งของแทนตัว ที่สำคัญหรือมีความหมายสำหรับเรา หรือเป็นเครื่องระลึกถึงคนที่เรารัก บรรพชนของเรา หรือลูกหลานพ่อแม่ของเรา
o หนังสือ กวี คู่มือสวดมนต์ ไม่สนับสนุนการอ่านหนังสือมาก เพราะอยากให้มีเวลาอยู่กับหนังสือธรรมชาติมากกว่า แต่หากเป็นส่วนหนึ่งของการทำพิธีกรรม อาจช่วยเติมความหมายให้นิเวศภาวนามากขึ้น อาจเป็นกวีหรือโศลก หรืออะไรที่จะช่วยให้เราได้อยู่กับปัจจุบันและความงามมากขึ้น มากกว่าการหนีหลบไปอยู่กับการอ่าน
o รองเท้า ลุยน้ำได้ เดินป่าก็ได้ ไม่ใหม่เอี่ยมจนกัดเท้า บางคนใส่ผ้าใบที่ช่วยห้มส้น แล้วพกฟองน้ำเบามาด้วยอีกคู่ก็ได้ เวลาอยู่หมู่บ้านถอดขึ้นลงบ้านบ่อย
o นาฬิกา อาจต้องมีการนัดหมายกันเป็นช่วงๆนะครับ